วันพฤหัสบดีที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2554

อินโนเวชั่น จ.เพชรบูรณ์

กังหันลมผลิตไฟฟ้าความเร็วลมต่ำขนาด 5000 วัตต์ หรือ PWT-5000 Wind Turbine

กังหันลมผลิตไฟฟ้าความเร็วลมต่ำเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการใช้พลังงานทดแทน กังหันลมผลิตไฟฟ้าความเร็วลมต่ำได้ถูกคิดค้นและออกแบบเพื่อให้สามารถทำงานที่ความเร็วลมต่ำ ซึ่งเป็นระดับความเร็วลมเฉลี่ยในประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟฟ้าสูงสุด เพชรบูรณ์ อินโนนเวชั่น ได้ติดตั้งกังหันลมผลิตไฟฟ้าความเร็วลมต่ำขนาด 5000 วัตต์ ณ บริเวณพื้นที่ของบริษัท กังหันลมผลิตไฟฟ้าขนาด 5000 วัตต์ ยังมีระบบป้องกันลมพายุด้วยการทำงานคู่กันของ 2 ระบบ คือ ระบบควบคุมอัตโนมัติไมโครคอนโทรลเลอร์และระบบกลไก ซึ่งจะควบคุมกังหันให้เปลี่ยนมุมในการปะทะกับลมที่เข้ามา หากเกิดแรงกระทำกับใบบัดมากกว่าที่ได้ทำการออกแบบไว้ จึงทำให้กังหันลมยังคงผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง และระบบการทำงานเกิดความปลอดภัยในการใช้งงานสูงสุด

ลักษณะการทำงานและประโยชน์ของกังหันลมผลิตไฟฟ้าความเร็วลมต่ำ :
1. ความเร็วลมในการเริ่มทำงาน 2.5 เมตร/วินาที
2. ความเร็วลมในการผลิตไฟฟ้าสูงสุด 9.5 เมตร/วินาที
3. ปรับทิศทางลมด้วยตัวเองอัตโนมัติ
4. หยุดการทำงานโดยอัตโนมัติเมื่อความเร็วลมสูงเกินกว่าที่กำหนด
5. ระบบป้องกันลมพายุด้วยการทำงานคู่กันของระบบควบคุมอัตโนมัติไมโครคอนโทรลเลอร์และระบบกลไก
6. ควบคุมกังหันให้เปลี่ยนมุมในการปะทะลมที่เข้ามา หากเกิดแรงกระทำกับใบพัดมากกว่าที่ออกแบบไว้
7. เสียงรบกวนต่ำ (low noise) ไม่ก่อให้เกิดมลพิษทางเสียง
8. ได้ใช้พลังงานทดแทนที่สะอาด ไม่ก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม
9. คุ้มค่าในระยะยาว เพราะสามารถนำพลังงานมาใช้ได้อย่างไม่มีวันหมดสิ้น

เพชรบูรณ์ อินโนเวชั่นได้ติดตั้งกังหันลมผลิตไฟฟ้าความเร็วลมต่ำขนาด 5000 วัตต์บนพื้นที่ของบริษัท ณ เลขที่ 89 หมู่ 9 ถ.สระบุรี-หล่มสัก ต.ห้วยสะแก อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ 67210 ซึ่งสามารถผลิตและจ่ายกระแสไฟฟ้าได้เรียบร้อยแล้ว

ภาพการติดตั้งกังหันลมผลิตไฟฟ้าความเร็วลมต่ำขนาด 5000 วัตต์











source : http://www.brianet.com/TWindTurbine.htm

วันพุธที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2554

กังหันลมผลิตไฟฟ้าขนาด 200 วัตต์

กังหันลมผลิตไฟฟ้าขนาด 200 วัตต์ จำนวน 3 ตัวที่เขาค้อ จังหวัดเพรชบูรณ์




เป็นที่ทราบในหมู่นักท่องเทียวธรรมชาติดีว่าเพรชบูรณ์เป็นจังหวัดหนึ่งมีธรรมชาติที่สวยงาม มีอากาศเย็นสบาย มีสถานที่พักต่างอากาศมากมายโดยเฉพาะที่เขาค้อ ที่ทุกคนเรียกว่าสวิสแลนด์เมืองไทยเลยทีเดียว วันนี้ทางเรามีโอกาสได้แนะนำการใช้พลังงานให้เกิดประโยชน์โดยการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมเพื่อนำไฟฟ้าที่ได้ไปใช้กับที่พักเช่น ไฟฟ้าแสงสว่าง ทีวี เครื่องเสียง เป็นต้น หลังจากที่เจ้าหน้าของเอ็นจินีโอ ได้รับการติดต่อของคุณสุชาติ ว่ามีบ้านพักต่างอากาศอยู่ที่เขาค้อ จังหวัดเพรชบูรณ์ โดยคุณสุชาติเล่าว่า จากการสังเกตุเห็นว่า บ้านพักมีลมแรงสม่ำเสมอ น่าจะติดตั้งกังหันลมได้ จากคำแนะนำของเจ้าหน้าที่เอ็นจินีโอแนะนำว่าควรจะติดตั้งกังหันลมขนาด 200 วัตต์จำนวน 3 ตัว นอกจากความสวยงามแล้วยังน่าจะสามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างแน่นอน โดยหลักการพื้นฐานของการทำงานของกังหันลมก็คือ กังหันลมจะผลิตไฟฟ้าเป็นไฟ AC 3 เฟส และผ่านเครื่องแปลงให้เป็น ไฟ DC ขนาด 24 โวลล์ และนำไฟฟ้าที่ได้ไปชาร์ทเข้าแบตเตอรี่ก่อน เนื่องจากการพลิตไฟฟ้าจากกังหันลมขนาดเล็กต้องอาศัยแบตเตอรี่เป็นอุปกรณ์ช่วยในการรักษาระดับแรงดันของไฟฟ้า และเป็นอุปกรณ์ในการเก็บประจุไฟฟ้า จากนั้นจึงใช้เครื่องแปลงไฟฟ้าจากไฟฟ้าแบตเตอรี่ (DC) เป็นไฟฟ้าที่ใช้ปรกติ (AC) โดยอุปกรณ์ที่ใช้แปลงเราเรียกว่า อินเวอร์เตอร์ (Invertor) ซึ่งไดแกรมการทำงานสามารถแสดงได้ดังนี้





บ้านพักของคุณสุชาติยังไม่มีไฟฟ้า มีแต่เครื่องปั่นไฟซึ่งจะต้องเสียเงินค่าน้ำมันมากกว่า 12,000 บาทต่อเดือน ดังนั้นเป็นการดีที่จะใช้พลังงานธรรมชาติที่มีอยู่แล้วให้เกิดประโยชน์



ดั

ทีมงานติดตั้งของเอ็นจินีโอไปถึงบ้านพักต่างอากาศที่เขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ อากาศดีมาก





สมกับสวิสแลนส์เมืองไทยจริงๆ





หลังจากถึงที่หมายทีมงานติดตั้งของเอ็นจินีโอ แบ่งเป็น 2 ทีม ทีมแรกติดตั้งกังหันลมอยู่ภายนอก ส่วนอีกทีมดูแลเรื่องงานระบบ





ทีมงานเอ็นจินีโอกำลังหาแนวการตั้งตู้ควบคุม เพื่อสามารถเชื่อมต่อป้อนไฟฟ้าเข้าระบบของบ้านพักได้อย่างสะดวก





ติดตั้งเครื่องวัดความภูมิอากาศหน้างานเพื่อสะดวกต่อการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้เครื่องวัดลมมืออาชีพ สามารถวัดความเร็วลม ทิศทางลม
อุณหภูมิ ความดันอากาศ ปริมาณน้ำฝน ความชื้นสัมพัสในอากาศ พร้อมทั้งสามารถทำนายได้อีกด้วยว่าฝนจะตกหรือไม่ นอกจากนี้ยังสามารถเก็บข้อมูลไว้ใช้ประโยชน์ได้อีกด้วย



หน้าตาของเครื่องควบคุมไร้สาย สามารถส่งถ่ายข้อมูลเข้าคอมพิวเตอร์ได้อีกด้วย (หากสนใจสามารถสั่งซื้อได้กับเอ็นจินีโอ)





หน้าตาของโปรแกรมเครื่องวัด





กังหันลมขนาด 200 วัตต์ จำนวน 3 ต้นดูสวยงาม





อีกมุมหนึ่งของกังหันลมผลิตไฟฟ้า





อีกมุมหนึ่งของ กังหันลมผลิตไฟฟ้าขนาด 200 วัตต์ 3 ตัว





หน่วยประกอบชุดและตู้สำหรับควบคุมก็ทำงาน อยู่ภายในบ้าน



ทีมช่างกำลังเดินระบบระบบชาร์ทและเชื่อมต่อกับไฟฟ้าภายในบ้าน



ภายในตู้ของระบบควบคุม หลังจากเสร็จเรียบร้อยพร้อมที่จะทดสอบแล้ว



ความเรียบร้อยของงานเป็นอีกหนึ่งอย่างของหัวใจของมืออาชีพอย่างเรา



หลอดไฟทุกหลอดภายในบ้านถูกเปิดขึ้น



โทรทัศน์และเครื่องเสียงชุดโปรดถูกเปิดขึ้น พร้อมด้วยรอยยิ้ม เป็นบทสรุปการทำงานด้วยฝีมือทีมงานคุณภาพ จากเรา เอ็นจินีโอ


โหลดวีดีโอการทำงานของกังหันลมขนาด 200 วัตต์จำนวน 3 ตัว 



source : http://www.engineo.co.th/The%20solution/solution%2013/solution%2013(200w%20wind%20turbine%20installation%20at%20khow%20kho).html

หน้าต่างพลังงานแสงอาทิตย์

ติดหน้าต่างพลังงานแสงอาทิตย์ ผลิตไฟฟ้าได้



ความคืบหน้าในการผลักดันพลังงานทดแทน

ความคืบหน้าในการผลักดันพลังงานทดแทนเพื่อลดความเสี่ยงจากผลกระทบราคาน้ำมันแพง


นายไกรฤทธิ์ นิลคูหา อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กล่าวถึงความคืบหน้าในการผลักดันพลังงานทดแทนเพื่อลดความเสี่ยงจากผลกระทบราคาน้ำมันแพง โดยระบุว่า ประเทศไทยมีความพร้อมที่จะเป็นศูนย์กลางการผลิตเพื่อการส่งออกเอทานอลในเอเชีย... (ฮับ) ในเรื่องของวัตถุดิบในการผลิตเอทานอล ทั้งพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังและอ้อย ในขณะที่กำลังผลิตเอทานอลของไทยมีเป็นจำนวนมาก โดยมีจำนวน 19 โรง กำลังผลิต 2.9-3.0 ล้านลิตรต่อวัน

ทั้งนี้ คาดว่า ภายในอีก 1-2 ปี จะมีโรงใหม่เกิดอีก 5 โรง กำลังผลิตจะเพิ่มขึ้นอีก 1.8 ล้านลิตรต่อวัน แต่ผู้ผลิตเอกชนส่งออกเอทานอลอยู่เฉลี่ยปีละ 50 ล้านลิตรเท่านั้น เนื่องจากอุปสรรคที่สำคัญคือด้านราคาการจำหน่ายไปยังต่างประเทศไม่จูงใจให้ส่งออก ดังนั้น หากสามารถผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการจำหน่ายเอทานอลในภูมิภาคเอเชีย เหมือนกับที่สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางในเรื่องการกำหนดราคาน้ำมันในภูมิภาคนี้ ก็จะเป็นโอกาสที่ดีในธุรกิจเอทานอลของไทย

ล่าสุด ปริมาณสตอกเอทานอลของไทยอยู่ที่ 75 ล้านลิตร แบ่งเป็นสตอกในส่วนของผู้ผลิต 45 ล้านลิตร และผู้ค้าน้ำมัน 30 ล้านลิตร ขณะที่มีการใช้อยู่ไม่เกิน 1.5 ล้านลิตรต่อวัน โดยราคาจำหน่ายของไทยอยู่ที่ 25.22 บาทต่อลิตร ขณะที่ราคาอ้างอิงตลาดโลก (ชิคาโก สหรัฐฯ) อยู่ที่ 21.15 บาทต่อลิตร

นายไกรฤทธิ์ กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันปริมาณการใช้เอทานอลของประเทศไทย มีปริมาณเพิ่มขึ้นจากปลายปี 2553 ที่ผ่านมา จาก 1.2 ล้านลิตรต่อวัน เป็น 1.37 ล้านลิตรต่อวัน และมีแนวโน้มที่จะมีปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นถึง 2 ล้านลิตรต่อวัน หรือเพิ่มขึ้น 46% จากการใช้ในปัจจุบันภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งการเพิ่มปริมาณการใช้เอทานอลที่เพิ่มขึ้น เกิดจากปริมาณการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี85 เพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันมีการใช้อยู่ที่ 1.75 หมื่นลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นจากในปี 2553 ที่มีการใช้อยู่ 1.1 หมื่นลิตรต่อวัน และการใช้ อี20 ที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า การใช้เอทานอลยังต่ำกว่าแผนที่ตั้งเป้าหมายจะเพิ่มการใช้เอทานอลเป็น 3 ล้านลิตรต่อวัน

สำหรับแผนงานเร่งส่งเสริม อี85 จะดำเนินการมากขึ้นทั้งในรถยนต์และรถจักรยานยนต์ โดยในส่วนรถจักรยานยนต์ทั่วประเทศมี 17 ล้านคัน ทางกระทรวงจึงได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จ.นครราชสีมา ทำการศึกษา ส่งเสริมในรถจักรยานยนต์โดยการปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ ซึ่งภายในระยะเวลา 2 ปี มีแผนที่จะปรับเปลี่ยนรถจักรยานยนต์จำนวน 1.65 หมื่นคันให้สามารถใช้เชื้อเพลิง อี85 ได้ ซึ่งจะเพิ่มการใช้เอทานอลได้ถึง 1 แสนลิตรต่อเดือน ส่วนรถยนต์ เอฟเอฟวี อี85 ขณะมีปริมาณ 4,373 คัน ซึ่งมี วอลโว และมิตซูบิชิ เป็นผู้ผลิตและจำหน่าย และในปีนี้ คาดจะมีบริษัทรถยนต์อีก 2 ค่ายมาเปิดไลน์ผลิต ได้แก่ ฮอนด้า และจีเอ็ม คาดจะมีการผลิตรถยนต์เอฟเอฟวีเพิ่มขึ้นอีก 2,000 คันต่อเดือน

นอกจากนี้ ในปีนี้ซึ่งถือเป็นปีมหามงคลของคนไทยทั้งประเทศ ทาง พพ.จึงได้จัดกิจกรรม “คาราวาน อี85 เฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา พระบิดาแห่งการพัฒนาพลังงานไทย” คาราวานรถยนต์ อี85 ครั้งแรกในภูมิภาคเอเชีย เส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ขึ้น เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระบิดาแห่งการพัฒนาพลังงานไทย และแสดงพลังแห่งความจงรักภักดี เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ ในวันที่ 5 ธันวาคม 2554 โดยกิจกรรมครั้งนี้จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 18 และอาทิตย์ที่ 19 มิถุนายน 2554 ฟรีตลอดการเดินทาง โดยมีเหล่าดารานักแสดงร่วมเดินทางไปกับคาราวานรถยนต์ อี85 มากมาย

Solar Tunnel langs de E19

Solar Tunnel langs de E19 Antwerpen Breda door Solar Power Systems
ดูรายละเอียดที่ www.sps.be

การกัดเซาะชายฝั่งคือเรื่องใหญ่ : พรรคใดมีนโยบายเรื่องนี้มั่ง (หว่า!)


ท่านที่เคยผ่านไปตามชายหาดริมอ่าวไทยในช่วงประมาณไม่ถึงสิบปีมานี้ คงจะได้เห็นภาพชายหาดถูกกัดเซาะเกือบทุกจังหวัด ตั้งแต่นราธิวาสใต้สุดขึ้นไปทางทิศเหนือแล้ววกกลับไประยองจนถึงตราด สภาพก็คล้ายๆ กับภาพที่ผมนำมาเสนอข้างต้นนี้ โปรดพิจารณาภาพนี้อย่างละเอียดนะครับ

ชายฝั่งอ่าวไทยของเรายาวเกือบสองพันกิโลเมตร ถ้ามันถูกกัดเข้าไปสัก 20 เมตร ก็ทำให้ประเทศเราต้องสูญเสียพื้นที่ไปประมาณ 40 ตารางกิโลเมตร ไม่น้อยเลยใช่ไหมครับ มากกว่าพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรที่ถูกกัมพูชายึดครองไปเกือบสิบเท่าตัว

ผมไม่ได้บอกนะครับว่าเรื่องปัญหาชายแดนไม่สำคัญ สำคัญครับ สำคัญมากด้วย แต่ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งเราจะปล่อยไว้อย่างนี้ก็ไม่ได้

คำถามคือมีพรรคการเมืองใดมีนโยบายเกี่ยวกับเรื่องการกัดเซาะอย่างไรหรือไม่?

ผมได้รับเชิญจากคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (ชุดติดตามและประเมินผล) ให้ร่วมแสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมขออนุญาตนำบางส่วนมาเล่าให้ท่านผู้อ่านทราบ แต่ด้วยเนื้อที่และขีดจำกัดในการสื่อสารผมจะพยายามอธิบายด้วยภาพเป็นหลัก ผมจะใช้ทั้งประสบการณ์ในวัยเด็กและวิชาการมาประกอบกัน ไม่ยากอย่างที่บางคนคิดนะครับ

ภาพนี้ถ่ายที่ชายฝั่งบริเวณบ้านบ่อคณฑี ต.ขนาบนาก อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช บ้านหลังที่ผมเกิดก็อยู่ริมชายฝั่งทะเลห่างจาก “รอ” ไปทางล่างของภาพไม่เกินหนึ่งกิโลเมตร
ภาพนี้ถ่ายจากเครื่องร่อนสูงประมาณ 50-60 เมตร เมื่อประมาณ 10 ปีมาแล้ว โดยทีมงานของ รศ.ดร.สมบูรณ์ พรพิเนตรพงศ์

ที่เห็นเป็นแนวยื่นลงไปในทะเลและมีคำว่า “รอ” เป็นสิ่งก่อสร้างทำด้วยซีเมนต์ขนาดใหญ่ กว้างสัก 4 เมตร ยาว 80 เมตร เห็นจะได้ วัตถุประสงค์ก็เพื่อไม่ให้ทรายไปทับถมปิดทางระบายน้ำจากแผ่นดินลงสู่ทะเล

มีคำถาม 2 ข้อ คือ (1) ทรายที่มาทับถมทางระบายน้ำนี้มาจากไหนกัน และ (2) เกิดอะไรขึ้นหลังจากที่มี “รอ” ขึ้นแล้ว

คำตอบของข้อ (1) คือ ทรายพวกนี้ถูกกระแสน้ำพามาจากทางทิศใต้ของบริเวณนี้ คือมาจากจังหวัดสงขลาซึ่งอยู่ทางล่างของภาพ

ถ้าจะเข้าใจเรื่องนี้ ต้องเข้าใจระบบของกระแสน้ำในอ่าวไทยซึ่งมี 3 กระแสหลัก คือ

(1) จากน้ำขึ้น-น้ำลง วันละ 2 ครั้ง อิทธิพลนี้มีการกัดเซาะชายฝั่งน้อยมากเมื่อเทียบกับกระแสน้ำชนิดอื่น

(2) จากกระแสลมที่ทำให้เกิดคลื่นน้ำกระทบฝั่ง โดยปกติลมในอ่าวไทยก็มีหลายชนิด เช่น ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ (ตุลาคมถึงมกราคม) คลื่นพวกนี้จะพัดพาเอาทรายไปทิศหนึ่ง แต่พอถึงบางช่วง (มีนาคม) ก็มีลมพัดมาจากทิศตะวันออกเฉียงใต้ คลื่นก็มุ่งไปอีกทางหนึ่ง เป็นต้น

ในสายตาของคนทั่วไปมักเข้าใจว่า กระแสน้ำที่เกิดจากคลื่นประเภทนี้ทำให้เกิดการกัดเซาะมาก เพราะเราเห็นต้นไม้ล้มลงไปกับตา ทรายก็หายไปเห็นๆ แต่ความจริงคือทรายหายไปจาก “สายตาเรา” จริง แต่น้ำได้นำทรายจำนวนนี้ไปกองเป็น “หาดนอกชายฝั่ง” ห่างไปจากเดิมเพียง 40-50 เมตรเท่านั้น พอฤดูกาลเปลี่ยน ทรายพวกนี้ก็จะถูกพัดกลับขึ้นมาเป็นหาดให้ได้เราเห็น ให้เราได้เหยียบอีก

อย่างไรก็ตาม การกัดเซาะชายฝั่งก็เกิดขึ้นจริง ตั้งแต่ผมจำความได้ บางปีกัดก็มาก จนต้นมะพร้าวล้มเป็นแถว บางปีกัดน้อยหรือไม่กัดเลย และบางปีกลับงอกเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ

(3) กระแสน้ำที่เกิดจากรูปทรงเรขาคณิตของชายฝั่ง หรือเมื่อมีการก่อสร้างวัตถุรูปทรงที่แข็งตัวลงไปในทะเล (เช่นแท่งซีเมนต์ในรูป) หรือการก่อสร้างท่าเรือ เป็นต้น ก็จะก่อให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่งอย่างรุนแรง

กลับไปดูรูปบนอีกครั้งครับ หลังจากมีการสร้าง “รอ” ยื่นออกไปในทะเล กระแสน้ำก็เปลี่ยนทิศทาง แล้วก็ไปกัดเอาทรายชายฝั่งบริเวณที่อยู่ทางเหนือของภาพ ทรายที่เคยเคลื่อนตัวไปได้อย่างเสรี ก็ถูกกักไว้ตรงทางทิศใต้ของ “รอ” จะเคลื่อนไปทดแทนทางตอนเหนือก็ไม่ได้ ชายฝั่งที่อยู่ทางเหนือจึงถูกกัดอย่างรวดเร็ว โดยไม่มีทรายใหม่มาทดแทน คล้ายกับบัญชีธนาคารที่มีแต่ถอนแต่ไม่มีการฝากเพิ่มเลย

เมื่อเป็นดังนี้ ทางราชการก็แก้ปัญหาด้วยการสร้าง “เขื่อนกันคลื่น” ดังที่เห็นในภาพ แต่ทันทีที่หมดเขตเขื่อนกันคลื่นแล้ว ทางเหนือขึ้นไปก็จะถูกกัดอีก เป็นเช่นนี้เรื่อยไปตลอดชายฝั่ง

รูปข้างล่างนี้ผมยืนถ่ายบนชายหาด เมื่อเดือนเมษายน 2553 ภาพที่เห็นจึงไม่ชัดเจนเหมือนถ่ายจากเครื่องร่อน แต่ก็เป็นบริเวณเดียวกัน
โปรดสังเกตกองทรายบริเวณใกล้ๆ รอ ที่เคยสะสมมานานอย่างต่อเนื่องนับสิบปีได้หายไปแล้ว แต่กลับมีกองหินขนาดไม่ใหญ่มากนักเข้ามาแทนที่ ท่านผู้อ่านคงจะมีคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นในเมื่อทรายในรูปบนอยู่มาได้อย่างยาวนาน แต่จู่ๆ ก็หายไปอย่างรวดเร็ว

คำตอบอยู่ที่รูปล่างสุดครับ คือประมาณปี 2551 มีการสร้างกองหินขนาดใหญ่เป็นช่วงๆ ช่วงละประมาณ 50 เมตร ห่างออกไปจากริมน้ำชายหาดประมาณ 40-50 เมตร จำนวนหลายร้อยกอง
ตามที่ได้กล่าวมาแล้วว่า เมื่อมีสิ่งก่อสร้างที่แข็งลงไปในทะเล กระแสน้ำก็เปลี่ยนไป แล้วผลกระทบก็ตามมาทันทีทันใด คือเกิดการกัดเซาะดังที่เห็นในรูป

เหตุการณ์ที่ผมได้เล่ามาแล้ว มีอยู่เกือบตลอดชายฝั่งอ่าวไทย เริ่มต้นจากการก่อสร้างคอนกรีตที่แข็งตัวเพื่อจะแก้ปัญหาการเคลื่อนตัวของทรายมาถมปากทางระบายน้ำ แล้วตามด้วยการก่อสร้างเพื่อกันการกัดเซาะ ทั้งหมดนี้ไม่ทราบว่าใช้งบประมาณกี่พันล้านบาทเข้าไปแล้ว แต่ความเสียหายกลับขยายวงออกไปเรื่อย

ผู้มีประสบการณ์ท่านหนึ่งกล่าวว่า การก่อสร้างที่ถมลงไปในน้ำ ผู้รับเหมาจะชอบมากเพราะตรวจสอบได้ยาก ผมไม่ได้มองโลกในแง่ร้าย แต่ผมเชื่อว่านักการเมืองก็คงชอบด้วยเหมือนกัน

โดยสรุปเรื่องการกัดเซาะชายฝั่งเป็นเรื่องใหญ่มากทั้งในมิติเรื่องกฎเกณฑ์ของธรรมชาติที่หลายท่านยังเข้าใจผิด และในมิติของการคอร์รัปชันที่สังคมไทยยังคลำทางไม่ถูกว่าจะแก้อย่างไร ผมไม่เห็นพรรคใดสนใจเรื่องนี้เลย สมแล้วครับที่เราต้องโหวตโน เพื่อสั่งสอนครั้งใหญ่

ประสาท  มีแต้ม
source : http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9540000068519