วันพุธที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ชาวจีนสุดเอือมรถติด ขี่ม้าไปทำงานแทน


กลุ่มชาวจีนที่ขี่ม้าในกรุงปักกิ่ง เมื่อวันศุกร์(3 มิ.ย.) ต่างได้รับความสนใจจากผู้คนที่ผ่านไปมา (ภาพไชน่า เดลี)
เฟิ่งหวง / ไชน่า เดลี - ชาวจีนสุดทนปัญหารถติด ขี่ม้าไปทำงานแทนการขับรถยนต์ ขณะเดียวกันกรณีที่สร้างความฮือฮาไปทั่วโลกไซเบอร์จีน ได้แก่ เถ้าแก่ชาวเสียนหยังชวนเลขาส่วนตัว ขี่ม้าไปทำงาน

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา สื่อจีนได้เผยภาพและคลิปวิดีโอเถ้าแก่โรงงานแห่งหนึ่งในเมืองเสียนหยัง มณฑลส่านซี และเลขานุการส่วนตัว กำลังขี่ม้าไปทำงาน

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา(3 มิ.ย.) ก่อนถึงวันสิ่งแวดล้อมโลก(5 มิ.ย.) มีชาวจีนมากกว่า 100 คน ใน 16 เมืองทั่วประเทศ ได้ขี่ม้าไปทำงานแทนการขับรถยนต์ เนื่องจากรู้สึกเอือมระอากับปัญหาการจราจรติดขัด กอปรด้วยราคาน้ำมันและค่าที่จอดรถที่แพงขึ้น

เถ้าแก่แซ่เหอ หรือที่เรียกกันว่า “เหล่าเหอ” แม้มีฐานะร่ำรวยและมีรถยนต์หรูหลายคัน แต่สุดทนกับสภาพการจราจรติดขัด จึงขี่ม้าไป-กลับที่ทำงานแทนการขับรถยนต์

เหล่าเหอ กล่าวว่า “ผมขี่ม้าไปทำงานต่อเนื่องมาเป็นเวลา 2 ปี ยกเว้นวันที่มีพายุฝนตกหนัก บ้านของผมอยู่ห่างจากที่ทำงานราว 7-8 กิโลเมตร หากขับรถในขณะรถติดจะใช้เวลาเดินทาง 20 นาที แต่ถ้าขี่ม้าใช้เวลาพอๆกัน ราว 20 กว่านาที การขี่ม้าไปทำงานช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้มากกว่า และที่ชอบที่สุด ก็คือตอนขี่ม้า คนที่ผ่านมาไปมามักจ้องมองด้วยความประหลาดใจ”

กระแสการขี่ม้าไปทำงานยังเป็นที่นิยมในเมืองต่างๆของจีน เจ้า เสี่ยวซวง ชาวปักกิ่งคนหนึ่งที่ขี่ม้าไปทำงาน เผยว่า “การขี่ม้าบนถนนเป็นกิจกรรมที่สนุกและสะดวกรวดเร็ว อีกทั้งกำลังเป็นกระแสนิยมในสถานการณ์รถติด”

จยา ฮุ่ยหลิน ผู้จัดการร้านอาหารแห่งหนึ่งในกรุงปักกิ่ง เผยว่า “ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผมได้หันมาขี่ม้าแทนการขับรถยนต์ ทำให้น้ำหนักตัวลดลง 25 กิโลกรัม ผมรู้สึกแข็งแรงมากขึ้น”

Wutzala สมาชิกสมาคมนักขี่ม้าจีน และเป็นผู้ริเริ่มกิจกรรมขี่ม้าไปทำงาน เผยว่า “การขี่ม้าแทนการขับรถยนต์ นอกจากจะเป็นการออกกำลังกายแล้ว ยังเป็นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ช่วยลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และบางเมืองในจีน เริ่มใช้ม้าเป็นพาหนะสำหรับการนำเที่ยวบ้างแล้ว”

“แม้คนทั่วไปมองว่าการขี่ม้าเป็นกีฬาสำหรับคนรวย แต่ม้าในจีนมีราคาถูกมากกว่าม้าในต่างประเทศ โดยมีราคาตั้งแต่ 5,000 - 50,000 หยวน(ราว 23,000 - 233,000 บาท) และมีค่าเลี้ยงดูอีกราว เดือนละ 1,000 หยวน(ราว 4,600 บาท) ขณะที่รถยนต์ขนาดกลางมีราคาตั้งแต่ 100,000-150,000หยวน(ราว 467,000 - 701,000 บาท) ทั้งยังมีค่าดูแลรักษารายเดือนและค่าน้ำมันอีกไม่น้อย”

สำหรับปัญหาที่ว่าจีนกำหนดกฎข้อบังคับการขี่ม้าบนท้องถนนหรือไม่ เหล่าเหอ เผยว่า “ผมได้สอบถามกฎระเบียบการจราจรแล้ว พบว่ายังไม่มีกฎข้อบังคับใดห้ามขี่ม้าบนท้องถนน”

“แม้ว่ากฎการจราจรในจีนจะไม่ได้ระบุข้อกำหนดใดๆที่เกี่ยวกับการขี่ม้าบนท้องถนน แต่เราก็กำหนดกฎข้อบังคับของเราเอง ได้แก่ การสวมหมวกกันน็อก ห้ามขี่ม้าเร็วเกินไป ต้องให้ม้าพักดื่มน้ำเป็นระยะๆ และต้องไม่ให้ม้าถ่ายเรี่ยราดตามท้องถนน” Wutzala กล่าว

ทั้งนี้ การจราจรติดขัด ยังคงเป็นปัญหาหลักที่เกิดขึ้นตามเมืองใหญ่ต่างๆในประเทศจีน โดยเมื่อปีที่ผ่านมา(2553) กรณีรถติดบนทางหลวงที่มุ่งสู่กรุงปักกิ่งเป็นเส้นทางยาวถึง 100 กิโลเมตร ได้กลายเป็นพาดหัวข่าวใหญ่ในสื่อระหว่างประเทศ

ชมภาพเถ้าแก่ และเลขาส่วนตัว กำลังขี่ม้าไปโรงงาน ณ เมืองเสียนหยัง มณฑลส่านซี (ภาพเฟิ่งหวง)
(ซ้าย) เหล่าเหอ เถ้าแก่จีน และ(ขวา) เลขาส่วนตัว กำลังขี่ม้าข้ามถนน (ภาพเฟิ่งหวง)

(ภาพเฟิ่งหวง)

ชาวจีนที่กำลังขับมอเตอร์ไซค์จ้องมองด้วยความฉงน(ภาพเฟิ่งหวง)

(ภาพเฟิ่งหวง)

(ภาพเฟิ่งหวง)

(ภาพเฟิ่งหวง)
ชมคลิป "เถ้าแก่กับเลขาขี่ม้าไปทำงาน"

วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ดื่มไป ถีบ (จักรยาน)ไป

ในขณะที่ทั่วโลกรณรงค์เรื่องเมาไม่ขับ แต่ที่ประเทศเยอรมนีกลับตรงกันข้าม


ชาวเยอรมันชื่นชอบการดื่มเบียร์จนได้ชื่อว่าเป็นเมืองเบียร์ และยังชอบขี่จักรยานและถวิลหาแสงแดด นั่นจึงเป็นที่มาให้คนคิดค้นสร้างเบียร์การ์เด้นเคลื่อนที่หรือ เบียร์ไบค์ (Beer bike) ขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของชาวเมืองเบียร์

เบียร์ไบค์หรือรถจักรยานเบียร์คือรถจักรยาน 4 ล้อขนาดใหญ่ที่มีลักษณะพิเศษคือ ขับเคลื่อนโดยให้ผู้โดยสารเป็นคนปั่นหรือถีบเหมือนกับการขี่จักรยานนั่นเอง โดยผู้โดยสารจะนั่งอยู่บนเก้าอี้สตูลรอบเคาน์เตอร์บาร์ที่มีเบียร์ถังใหญ่ตั้งอยู่ตรงกลางรถ รถหนึ่งคันนั่งได้ 16 คนและเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 6 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเพื่อความปลอดภัย เผื่อมีผู้โดยสารเมาจะได้ไม่เกิดอุบัติเหตุ ที่ด้านหน้าจะมีคนขับรถหนึ่งคนคอยเหยียบเบรกเวลาถึงสี่แยกหรือต้องเลี้ยวตรงหัวมุมถนน

เบียร์ไบค์มีต้นกำเนิดในเยอรมนีเมื่อ 5 ปีก่อนที่เมืองโคโลญจน์ ในตอนแรกบริษัทเบียร์ไบค์ (BierBike) ที่ก่อตั้งโดย อูโด เคลมท์ และ อินโก้ โบเอลล์ ผลิตเบียร์ไบค์ขึ้นมาแค่ 1 คัน แต่ปัจจุบันสามารถเปิดขายเป็นแฟรนไชส์ หลังจากที่กลายเป็นที่นิยมไปทั่วโลก ในหลายๆ เมืองของเยอรมนีมีจุดให้เช่าเบียร์ไบค์อยู่หลายแห่ง หรือถ้าใครสนใจจะซื้อเลยก็ได้

อูโด บอกว่าทางบริษัทให้ความสำคัญกับเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยของเบียร์ไบค์ทั้งในขั้นตอนการผลิตรวมถึงคนขับรถที่ได้รับการอบรมเป็นพิเศษและมีข้อกำหนดห้ามไม่ให้ดื่มเบียร์ขณะปฏิบัติหน้าที่

เบียร์ไบค์กลายเป็นพาหนะยอดนิยมที่คนมักจะเช่าไปใช้ในงานเทศกาลเฉลิมฉลองหรืองานปาร์ตี้ เช่น งานเลี้ยงบริษัทหรืองานเลี้ยงสละโสด แม้ค่าเช่าจะสูงถึงเกือบ 26,000 บาทต่อ 2 ชั่วโมง แต่อูโดบอกว่าเมื่อคิดเฉลี่ยเป็นรายหัวจากผู้โดยสาร 16 คนแล้วราคาก็พอๆ กับการไปนั่งดื่มเบียร์ในเบียร์การ์เด้น

เบียร์ไบค์เป็นนวัตกรรมใหม่ของการขับขี่ คุณจะได้นั่งรถชมเมือง สูดอากาศบริสุทธิ์ ได้โบกมือทักทายกับคนบนท้องถนนในขณะที่รถกำลังเคลื่อนตัว และมันยังทำให้งานปาร์ตี้ของคุณไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะปาร์ตี้ของคุณจะได้โลดแล่นไปกลางเมือง อันจะทำให้มันอยู่ในความทรงจำไม่รู้เลือน” อูโดกล่าว

แต่ไม่ใช่ชาวเยอรมันจะเห็นดีเห็นงามกับเบียร์ไบค์ไปหมด เป็นที่รู้กันดีว่าประเทศนี้เป็นดินแดนที่มีกฎเกณฑ์ที่เข้มงวด แม้กระทั่งมีการออกระเบียบห้ามไม่ให้ตัดหญ้าในวันอาทิตย์หรือห้ามใช้เครื่องซักผ้าในอพาร์ตเมนต์หลัง 4 ทุ่ม เพราะจะเป็นการรบกวนเพื่อนบ้าน

เจ้าหน้าที่ของเมืองดุสเซลดอร์ฟใช้เวลาราว 2 ปีในการต่อสู้ทางกฎหมายเพื่อจะให้มีการสั่งห้ามหรือแบนเบียร์ไบค์จากท้องถนน โดยให้เหตุผลว่ามันไม่ใช่ยานพาหนะ เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรอนุญาตให้นำมาวิ่งบนถนน

ทางเมืองมีการยื่นฟ้องต่อศาลและศาลก็ตัดสินให้เมืองเป็นฝ่ายชนะ แต่ศาลอุทธรณ์กลับคำตัดสินของศาลชั้นต้น และตอนนี้กำลังอยู่ระหว่างพิจารณาคดี โดยศาลอาจจะมีคำพิพากษาออกมาในอีกไม่กี่สัปดาห์หรืออาจจะใช้เวลาอีกหลายเดือนก็ได้ ขึ้นอยู่กับข้อกฎหมาย ซึ่งฝ่ายกฎหมายของบริษัท BierBike ก็ไม่รีบร้อน

อูโดบอกว่าเขามองไม่เห็นว่าทางเมืองดุสเซลดอร์ฟจะยกกฎหมายข้อไหนขึ้นมาต่อสู้ ในความเห็นของเขาเบียร์ไบค์ก็คือจักรยานชนิดหนึ่ง ถ้าจะสั่งห้ามไม่ให้เบียร์ไบค์วิ่งบนถนน ก็ต้องสั่งห้ามจักรยานทุกชนิดด้วย

อย่างไรก็ตาม มีประชาชนคนเดินถนนจำนวนไม่น้อยที่คัดค้านเบียร์การ์เด้นเคลื่อนที่ เพราะพวกเขารู้สึกรำคาญเวลาที่ผู้โดยสารเมาแล้วร้องเพลงด้วยเสียงเมาอ้อแอ้ บางคนก็แปลงเนื้อร้องเป็นคำหยาบคายหรือลามกผ่านเครื่องกระจายเสียงบนรถที่วิ่งไปบนถนน

แฟรนไชส์หลายแห่งพยายามปรับปรุงภาพลักษณ์ของเบียร์ไบค์ด้วยการผลิตจักรยานที่ปลอดแอลกอฮอล์ขึ้นมาเป็นทางเลือก เช่น เมืองเฟรนส์บวร์ก ทางตอนเหนือของเยอรมนี มีการส่งเสริมให้ครอบครัวเช่าเบียร์ไบค์สำหรับจัดงานฉลองวันเกิดหรือวันครบรอบต่าง ๆ โดยเสิร์ฟแต่น้ำอัดลม กาแฟและขนมเค้ก บางแห่งก็ตกแต่งประดับประดาจักรยานเบียร์ด้วยดอกไม้และป้ายต่างๆ เพื่อนำไปใช้ในขบวนพาเหรดหรือขบวนประท้วงทางการเมือง

เมื่อเร็วๆ นี้ มีการจัดงานการกุศลแข่งขันวิ่งจักรยานเบียร์ระหว่างนักกีฬาและนักการเมืองที่เมืองแฟรงก์เฟิร์ตด้วย









วันเสาร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ห้าวิกฤตสำคัญของโลก : ต้นเหตุเกิดจากพลังงานฟอสซิล!

โดย ประสาท มีแต้ม




การ์ตูนนี้เป็นผลงานของนักวาดมือระดับรางวัลพูลิตเซอร์ชาวอเมริกัน ชื่อ Clay Bennett ข้อความแปลได้ว่า “การศึกษาวิจัยพบว่าอุณหภูมิของน้ำในมหาสมุทรสูงขึ้น” สำหรับคำว่า “EPA” เป็น “ทบวงการปกป้องสิ่งแวดล้อม” ของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาครับ

"พวกเขา” กำลังเอาน้ำแข็งจากตู้เย็นไปช่วยทะเล!

“พวกเขา” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแค่หน่วยงานของอเมริกันเท่านั้น แต่คงหมายรวมถึง “ชาวโลกทั้งมวล” ที่กำลังยุ่งอยู่กับการแก้ปัญหาหรือการปกป้องสิ่งแวดล้อมอย่างหลงทิศผิดทาง ไม่สนใจการแก้ที่รากเหง้าของปัญหา การส่งเสริมให้คนถือ “ถุงผ้า” ในบ้านเราจัดอยู่ในแบบการ์ตูนนี้ด้วยหรือไม่ก็แล้วแต่จะคิด

เมื่อพูดถึงวิกฤตสำคัญของโลกในขณะนี้ คนไทยเราคงคิดถึง “วิกฤตสิ่งแวดล้อม” เป็นสิ่งแรกเพราะอากาศหนาวจัดในฤดูร้อนอย่างไม่เคยมีมาก่อน รวมไปถึง “ภูเขาเปื่อย” แผ่นดินไหว พายุ เป็นต้น

นักวิทยาศาสตร์เรียกวิกฤตดังกล่าวว่า วิกฤตภาวะโลกร้อน โดยสาเหตุเกือบร้อยละ 70 มาจากการใช้พลังงานฟอสซิลของมนุษย์เพียงอย่างเดียว อีก 4 วิกฤตที่เหลือ ผมขอเอ่ยถึงเพียงสั้นๆ คือ

วิกฤตพลังงานฟอสซิล (น้ำมัน ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ) ที่ทั้งขาดแคลน ราคาแพงขึ้นและสามารถผูกขาดได้โดยบริษัทขนาดใหญ่ข้ามชาติ

วิกฤตการเงิน ที่ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาและกำลังลามไปทั่วโลกโดยเฉพาะในยุโรป ปัจจุบันหากดูผิวเผินแล้ว วิกฤตนี้กำลังคลี่คลายไปได้ระดับหนึ่ง เพราะสหรัฐอเมริกาได้พิมพ์ธนบัตรออกมาใช้ตามอำเภอใจ ในอดีต (ประมาณปี 2516) กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ทนไม่ไหวกับค่าเงินดอลลาร์อ่อนที่ได้รับจากการขายน้ำมัน พวกเขาจึงรวมหัวกันแก้เผ็ดด้วยการขึ้นราคาน้ำมันถึง 400% ภายในปีเดียว ในอนาคต วิกฤตการเงินนี้อาจจะกลับมาอีก หรือระบบการเงินทั้งโลกอาจจะล้มครืนลงก็เป็นได้

วิกฤตสงคราม ย้อนไปดูสงครามอ่าวเปอร์เซีย สงครามอิรัก และล่าสุดกรณีลิเบีย เป็นต้น ถ้าประเทศเหล่านี้มีแต่แตงโมกับพริกขี้หนู จะเกิดสงครามไหมหนอ?

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เคยกล่าวว่า "สงครามโลกครั้งที่ 3 ได้เกิดขึ้นก่อนที่สงครามโลกครั้งที่ 2 จะจบลงเสียด้วยซ้ำ” น่าคิดนะครับ!

วิกฤตที่ 5 คือ วิกฤตความอ่อนแอของชุมชนในชนบท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก หรือจะเรียกว่า “วิกฤตความเหลื่อมล้ำ” ก็ได้

ความเหลื่อมล้ำในทรัพย์สินระหว่างคนรวย 20% บนสุดกับคนจน 20% ล่างสุด ของประเทศเราต่างกันถึง 69 เท่าตัว นับว่าสูงที่สุดในเอเชีย เป็นเพราะอะไรครับ

ในความเห็นของผมมี 2 เหตุผล คือ (1) คนรวยมีโอกาสได้ผูกขาดมากขึ้น กล่าวเฉพาะบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ผู้ถือหุ้นไม่กี่หมื่นรายได้มูลค่าเพิ่มจาก 35 บาท เป็นกว่าสิบเท่าตัว จึงทำให้คนรวยจำนวนน้อยยิ่งรวยขึ้น (2) แหล่งรายได้และอาหารของชาวชนบท ไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำ ทะเล ที่ดิน อากาศต่างได้รับมลพิษจากภาคอุตสาหกรรม กิจการพลังงาน และโรงไฟฟ้า ช่องว่างดังกล่าวจึงขยายตัวเพิ่มขึ้น ยิ่งเพิ่มแผนพัฒนา “วิกฤตความเหลื่อมล้ำ” ก็ยิ่งเพิ่มขึ้น

โดยสรุป วิกฤตสำคัญของโลกทั้ง 5 ประการนี้มาจากการใช้พลังงานฟอสซิลของมนุษย์ครับ

ยังมีคนจำนวนไม่น้อยเชื่อว่า "ถ้ามนุษย์ยังชอบความสะดวกสบาย ชอบเดินทางท่องเที่ยว ชอบภูเขา ชอบทะเล มันก็ต้องได้อย่างเสียอย่าง ถ้าอย่างนั้นก็ต้องย้อนยุคไปอยู่ถ้ำสิ”

บางคนคิดไกลไปถึงว่า "ต่อไปประเทศเราต้องใช้ไฟฟ้าเยอะมาก โดยเฉพาะเมื่อรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ เปิดใช้ครบทุกสาย”

ผมยอมรับครับว่า การทำความเข้าใจในเรื่องเหล่านี้นั้นยากมากๆ เพราะคนเหล่านั้นถูกโปรแกรมมาให้คิดและเชื่ออย่างนั้นมายาวนาน เชื่อในสิ่งที่เขาบอกว่า มันเป็นความเจริญ เป็นความเติบโต เป็นความอารยะ

ในบทความที่ผมเขียนเรื่อง “พลังงานที่คนไทยถูกล้างสมองว่าล้าสมัย” (ค้นได้โดยกูเกิ้ล) ผมได้เรียนว่า รถไฟในสวีเดนเขาใช้ไบโอแก๊สจากโรงฆ่าสัตว์

รถเมล์ในประเทศนี้ใช้ไบโอก๊าซแล้วถึง 779 คัน นอกจากนี้ยังมีรถเก๋งอีกหลายพันคันที่ใช้เชื้อเพลิงได้ทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และไบโอแก๊ส ปัจจุบัน 25% ของพลังงานที่ใช้ในสวีเดนมาจาก ชีวมวล (biomass รวมถึงไม้ฟืนด้วย) เขาตั้งใจว่าภายในปี 2593 จะเป็นประเทศที่ไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หรือไม่ใช้พลังงานฟอสซิลเลย

ขณะนี้ทั่วโลกมีการใช้กังหันลมในเชิงพาณิชย์กันแล้วถึง 74 ประเทศ แต่ประเทศไทยยังไม่ถูกนับรวมอยู่ในกลุ่มนี้ เลขาธิการของสมาคมพลังงานลมโลก (Stefan Gsänger) กล่าวว่า “ตลอดสิบปีมานี้อุตสาหกรรมกังหันลมเติบโตอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 30% ปัจจุบันมีการติดตั้งแล้วถึง 1.1 แสนเมกะวัตต์ มีการจ้างงานถึงกว่า 4 แสนคน กำลังเป็นอุตสาหกรรมมีอัตราการเติบโตสูงที่สุดในโลก มากกว่าอุตสาหกรรมรถยนต์เสียอีก

ในขณะที่กิจการไฟฟ้าในบ้านเราซึ่งมีส่วนร่วมถึง 5% ของรายได้ประชาชาติ แต่มีการจ้างงานไม่ถึงหนึ่งแสนคน หรือน้อยว่า 0.2% ของแรงงานทั้งประเทศ

ปัจจุบัน ประเทศเยอรมนีผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิง 4 ชนิด คือ พลังน้ำ ลม แสงแดด และชีวมวล ได้เป็นจำนวนถึง 54% ของที่ประเทศไทยใช้

บางท่านแย้งว่า บ้านเราลมไม่แรงพอเมื่อเทียบแถบยุโรป ซึ่งก็เป็นความจริงครับ แต่ผู้ที่คลุกคลีอยู่กับเรื่องนี้ได้สรุปว่า "ความเป็นไปได้ของกังหันลม ไม่ได้อยู่ที่ต้นทุนการผลิต ไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีหรือแรงลม แต่ขึ้นกับแนวนโยบายของรัฐบาล”

ผมอยากจะจบบทความนี้ด้วยคำพูดของ 2 คนสำคัญของโลก

หนึ่ง อดีตรัฐมนตรีน้ำมันของประเทศซาอุดีอาระเบีย Sheikh Zaki Yamani กล่าวว่า “ยุคหินได้สิ้นสุดลงไม่ใช่เพราะหินหมด ดังนั้น ยุคน้ำมันควรจะสิ้นสุดลงก่อนที่น้ำมันจะหมดไปจากโลก”

สอง ดร.เฮอร์มัน เชียร์ (Hermann Scheer) ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นวีรบุรุษแห่งศตวรรษสีเขียว กล่าวว่า “ต่อให้โลกนี้มีพลังงานฟอสซิลอย่างเหลือเฟือไม่จำกัด เราก็ไม่สามารถใช้ต่อไปได้อีกแล้ว เพราะเราถูกจำกัดด้วยระบบนิเวศหรือโลกร้อน” ดังที่เห็นๆ กันอยู่ในเวลานี้

การแก้วิกฤตโลกทั้ง 5 จึงต้องเน้นไปที่สาเหตุสำคัญของวิกฤต คือ เชื้อเพลิงฟอสซิลครับผม

source : http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9540000047191

ไฟฟ้าไทย… “คำตอบนั้น เพื่อนเอ๋ย อยู่ในสายลม”



โดย ประสาท มีแต้ม






เนื่องในโอกาสครบรอบ 25 ปีเหตุการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลระเบิด

สถาบันวิจัยสังคม จุฬาฯ และกลุ่มกรีนพีซได้จัดงานรำลึกเหตุการณ์ดังกล่าว ผมเองได้รับเชิญให้เข้าร่วมเสวนาในหัวข้อ “ข้อเสนออนาคตพลังงานไทย”ในประเด็นการมีส่วนร่วมจัดการพลังงาน

ประเทศไทยเราเองก็มีแผนจะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ถึง 5 โรง ทั้งๆ ที่ก่อนที่คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ก็เคยแสดงความไม่เห็นด้วย แต่พอเป็นแล้วกลับเงียบเฉย ข่าววงในล่าสุดที่ภาคประชาชนทราบก็คือ "ขอเลื่อนไป 3 ปี ไม่ใช่เพราะกระแสสังคมบีบ แต่เป็นเพราะทบวงนิวเคลียร์สากลมีความเห็นว่า ประเทศไทยยังไม่มีความพร้อม”

คนทั่วไปที่ได้รับข้อมูลจากสื่อสาธารณะซึ่งได้รับการสนับสนุนจากธุรกิจพลังงานขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว คงตั้งคำถามอยู่ในใจว่า "นิวเคลียร์ก็ไม่เอา ถ่านหินก็ไม่เอา แล้วจะเอาอะไร(วะ)?”
การ์ตูนข้างต้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของคำตอบครับ คำพูดที่ว่า “คำตอบนั้น เพื่อนเอ๋ย อยู่ในสายลม” นั้นเป็นสำนวนของ หงา คาราวาน ต้นฉบับมาจากเพลง ‘Blowing in the Wind’ ซึ่งแต่งโดย Bob Dylan เพื่อเรียกร้องสันติภาพ ต่อต้านสงครามและแสวงหาเสรีภาพ

ตอนแรกๆ ผมเข้าใจว่า คำที่ว่า “อยู่ในสายลม” นั้นมีความหมายแค่ว่า “เป็นความหวังลมๆ แล้งๆ” แต่เมื่อสืบค้นเข้าไปใน wikipedia พบว่า ‘Blowing in the Wind’ มีสองนัย (ambiguous) ที่ลึกซึ้งมาก คือ คำตอบมันมีอยู่แล้ว อยู่ซึ่งหน้าเรานี้เอง แต่เราไม่เห็น ไม่รู้สึก

นั่นคือ พลังงานลม มีอยู่แล้ว พัดผ่านหน้าเราเอง แต่เราไม่รู้ตัว จนกระทั่ง “เป็นจริง” ขึ้นในอีก 40 ปีต่อมาดังทางขวามือของการ์ตูน

ความหมายของพลังงานลมในการ์ตูน ในที่นี้หมายถึง พลังงานหมุนเวียน ซึ่งรวมถึง แสงแดด ชีวมวล (ไม้ฟืน ขี้หมู น้ำเสีย) พลังน้ำขนาดเล็ก เป็นต้น

ท่านผู้อ่านบางท่านอาจจะรู้สึกว่าผมเพ้อฝันกับพลังงานหมุนเวียนจนเกินไป แต่ข้อมูลต่อไปนี้จะเป็นเครื่องพิสูจน์ครับ

ประเทศเยอรมนีใช้ไฟฟ้าประมาณ 4 เท่าของที่ประเทศไทยใช้ แต่ในจำนวนนี้เขาผลิตจากเชื้อเพลิง 4 ตัวที่หาได้ในท้องถิ่น คือ ลม ชีวมวล น้ำ และแสงแดดได้รวมกันประมาณ 69% ของที่ประเทศไทยใช้ทั้งหมด มีเพียงพลังงานลมอย่างเดียวเท่านั้นที่ประเทศเรามีศักยภาพน้อยกว่าเยอรมนี แต่อีก 3 ตัวที่เหลือเรามีมากกว่าแน่นอน

ในขณะที่ประเทศเรากำลังเถียงกันเรื่อง “รถเมล์เอ็นจีวี 4 พันคัน” แต่ประเทศสวีเดนใช้ของเสียจากโรงฆ่าสัตว์มาเป็นเชื้อเพลิงให้กับรถไฟระยะสั้น “ของเสียจากวัว 30 ตัว สามารถลากรถไฟ 2 ตู้ได้ไกล 75 กิโลเมตรด้วยความเร็วถึง 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง” ในบางเมืองรถเมล์ 800 คันใช้แก๊สจากขี้วัวทั้งหมด
นี่ตกลงไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันแล้วนะครับ

แต่ที่เราต้องเชื่อและคิดอยู่ในกรอบเดิมๆ ก็เพราะกลุ่มพ่อค้าและ “ผู้เชี่ยวชาญ”พลังงานฝังหัวให้เรามาตลอดว่าประเทศจะ “พัฒนา”ได้จะต้องมีอย่างนั้นอย่างนี้ แท้ที่จริงแล้วมันเป็น “การพัฒนาเทียม (pseudo-development)” ประเทศที่ “พัฒนา” จริงๆ แล้วเขาไม่ได้คิดอย่างที่ผู้เชี่ยวชาญบ้านเราคิด เราถูกเขาหลอกต่างหาก!

ผมได้นำเสนอในวงเสวนาไปว่า การมีส่วนร่วมจัดการพลังงานนั้นต้องมี 3 ระดับครับ ตั้งแต่ (1) ร่วมรับรู้ปัญหาและความจริง (2) ร่วมเสนอและผลักดันนโยบาย และ (3) การร่วมผลิตไฟฟ้าเพื่อจำหน่ายเข้าสู่ระบบสายส่งไฟฟ้าด้วย แทนที่จะให้พ่อค้าพลังงานเป็นผู้ขายให้เราเพียงฝ่ายเดียว

เราต้องรู้ว่าปัญหาของไฟฟ้าไม่ได้มีแค่ “ไฟตก ไฟดับ ไฟไม่พอใช้” ซึ่งเป็นเรื่องเชิงเทคนิคเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึง (1) ปัญหาสิ่งแวดล้อมรอบๆ โรงไฟฟ้า (2) ปัญหาโลกร้อน (3) ปัญหาต้นทุน และ (4) ปัญหาการจ้างงานและการกระจายรายได้ด้วย

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีการใช้ไฟฟ้าคิดเป็นเงินปีละประมาณ 4.3 แสนล้านบาท (จำนวนไฟฟ้าที่บริโภครวม 148,719 ล้านหน่วย) หรือ 4.8% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ แต่ใช้คนทำงานในกิจการไฟฟ้าทั้งประเทศประมาณ 0.2% ของคนวัยทำงาน ในขณะที่กิจการพลังงานลมอย่างเดียวในเยอรมนีที่ผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 1 ใน 5 ของไฟฟ้าที่ประเทศไทยใช้แต่มีการจ้างงานถึง 1 แสนคน มากกว่าจำนวนแรงงานในทุกส่วนของกิจการไฟฟ้าไทยรวมกัน

ปัจจุบัน เยอรมนีมีโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาด 0.5 ถึง 1 เมกะวัตต์กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศถึงเกือบ 1 หมื่นโรง

ลองจินตนาการดูครับ ถ้าน้ำเสียพวกนี้ไม่ถูกนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ แต่ถูกทิ้งลงคลอง อะไรจะเกิดขึ้น ถ้าชาวบ้านปลูกไม้ฟืนตามหัวไร่ปลายนาขายให้โรงไฟฟ้าชีวมวลวันละ 200 กิโลกรัม สังคมของพวกเราทั้งในเมืองและชนบทจะเป็นอย่างไร

อุปสรรคสำคัญที่สุดที่กิจการไฟฟ้าไทยไม่สามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้ สามารถเข้าใจได้จากการ์ตูนข้างล่างนี้ (จากสมาคมลมของยุโรปที่ย่อว่า EWEA)
 




 ผู้หญิงที่มี “เทวดา” คอยคุ้มครองพยายามจะเสียบปลั๊กไฟ แต่มีตัว “มารร้าย” ขวางอยู่ ในความเป็นจริง ประเทศเรามีคนที่ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้จำนวนมากกว่า 8 พันเมกะวัตต์มาเข้าคิวรอ แต่ “ทางราชการ” ไม่ยอมให้ป้อนเข้าสายส่ง

นี่คือปัญหาสำคัญที่ประชาชนจะต้องรับรู้ความจริงนี้ แล้วร่วมกันเสนอและผลักดันนโยบาย ประเทศเยอรมนีเขามีกฎหมายที่ป้องกันอุปสรรคดังกล่าว สาระสำคัญมี 3 ข้อคือ (1) ให้ผู้ผลิตจากพลังงานหมุนเวียนก่อนอย่างอื่น (2) อย่างไม่จำกัดจำนวน และ (3) เพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้าเพื่อให้ผู้ประกอบการพลังงานหมุนเวียนอยู่ได้

ผมอยากจะสรุปบทความนี้ด้วยคำสอนของท่านพุทธทาสภิกขุที่ว่า "คนเดี๋ยวนี้มันโง่ เอาดีเป็นชั่ว เอาชั่วเป็นดี เอาสุขเป็นทุกข์ เอาทุกข์เป็นสุข กลับกันหมด มันเหมือนกับคนโง่ เห็นกงจักรเป็นดอกบัว...” แต่ขออนุญาตต่อท้ายว่า "เห็นถ่านหิน นิวเคลียร์ ที่พ่อค้าผูกขาดได้ เป็นพลังงานสะอาด มั่นคง เห็นพลังงานหมุนเวียนที่เป็นพลังของประชาชน เป็นเรื่องล้าสมัย ไม่มั่นคง”

ถ้าเราอยากเห็นสิ่งดีๆ เกิดขึ้นในบ้านเรา พลเมืองจะต้องมุ่งมั่นในการมีส่วนร่วมทั้ง 3 ระดับอย่างต่อเนื่องตลอดไปครับ


source : http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9540000053485


Regenerative Cities: เมืองแบบหางจิ้งจก

โดย ประสาท มีแต้ม

ขณะที่ผมกำลังคิดหาคำแปลของ “Regenerative Cities” อย่างหนักใจ พอดีจิ้งจกธรรมดาๆ คลานผ่านมา ไม่ใช่นกแสงตะวันและไม่ได้ส่งเสียงเจรจาตามเนื้อเพลง “กระต่ายกับเต่า” ของวงคาราวาน แต่มันทำให้ผมคิดได้ ผมจึงตัดสินใจทันที เพราะเชื่อว่าคนไทยเราที่ผ่านระบบโรงเรียนคงเข้าใจเรื่องการงอกใหม่ของหางจิ้งจกดี

เมื่อหางจิ้งจกถูกตัดขาด ไม่นานนักมันก็กลับงอกออกมาใหม่ได้ กระบวนการทางชีววิทยาภายในตัวจิ้งจกได้จัดสรรสารอาหารที่ใช้ในสถานการณ์ปกติมาสร้างหางขึ้นมาใหม่ แม้รูปร่างจะไม่เหมือนเดิมเสียทีเดียว แต่ก็สามารถใช้งานได้เหมือนเดิม ปรากฏการณ์เช่นนี้เขาเรียกว่า “regenerate” หรือ “สร้างขึ้นมาใหม่”

เมืองแบบหางจิ้งจกหรือ Regenerative Cities เป็นเมืองที่มีกระบวนการภายในที่สามารถผลิตสิ่งที่จำเป็นเพื่อทดแทน “อวัยวะ” หรือสิ่งที่ขาดหายไปได้ เช่น นำขยะ น้ำเสีย เศษอาหารที่ก่อปัญหาสารพัดให้กับตัวเมือง มาผลิตไฟฟ้า ปุ๋ย รวมไปถึงการผลิตพืชอาหาร พลังงาน และสินค้าเพื่อบริโภคกันภายในเมืองเองด้วย

เราจะเข้าใจได้ง่ายและชัดเจนขึ้นเมื่อได้ดูภาพประกอบ ซึ่งมาจากเอกสารที่ชื่อ Regenerative Cities โดย Herbert Girardet ในนามของ “สภาเพื่ออนาคตโลก- World Future Council” ผมจะค่อยๆ ขยายความครับ

แนวคิดนี้แม้ไม่ใช่เป็นแนวคิดใหม่ แต่เป็นเรื่องใหญ่และสำคัญมากๆ เพราะเมืองทั่วโลกกำลังเป็นปัญหาทั้งต่อชาวเมืองเองและชาวชานเมืองด้วย รวมไปถึงชาวชนบทและชาวโลกทั้งมวล มันเป็นประเด็นที่องค์การสหประชาติกำลังให้ความสำคัญและศึกษาหาวิธีการอยู่

เรามาทำความเข้าใจกับภาพบนซึ่งแทนสภาพของเมืองส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ลูกศรทางซ้ายมือแสดงการนำเข้าอาหาร พลังงาน และสินค้าเพื่อตอบสนองการบริโภคในเมือง ชนิดของพลังงานก็เป็นถ่านหิน น้ำมัน และพลังงานนิวเคลียร์ โปรดสังเกตขนาดของลูกศรนำเข้าด้วยว่ามีขนาดใหญ่โตกว่ารูปล่างซึ่งแทนสภาพเมืองแบบหางจิ้งจกเยอะเลย ขนาดของลูกศรนำออกก็มีขนาดใหญ่โตเช่นเดียวกับลูกศรนำเข้า
เมื่อคนเมืองบริโภคเสร็จแล้ว ก็ส่งของเสียหรือเศษเหลือที่เป็นอินทรีย์วัตถุเพื่อนำไปทิ้งให้ไกลไปจากตัวเมือง (Hinterland) ทั้งในรูปของการฝังกลบ เทลงลำคลอง ทะเล และของเสียในรูปสารอนินทรีย์ สารโลหะหนัก รวมทั้งในรูปของอากาศ เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ ไนโตรเจนไดออกไซด์ เป็นต้น

ในที่สุดพื้นที่ทิ้งของเสียเหล่านั้นตลอดจนสภาพภูมิอากาศโลกไม่สามารถรองรับได้อีกต่อไป ส่งผลให้คนในชานเมืองและชนบทได้รับอากาศที่เน่าเหม็น พื้นที่การเกษตร แหล่งอาศัยของกุ้ง หอย ปู ปลาซึ่งเป็นทั้งแหล่งอาหารและรายได้ของชาวชนบทถูกทำลาย จนกลายเป็นความขัดแย้งและความเหลื่อมล้ำทางสังคม ขณะเดียวกันคนเมืองที่ขยะยังไม่ถูกจัดการอย่างสมบูรณ์ก็กลายเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์นำโรค เช่น หนู แมลงสาบ เป็นต้น

ผมเองและเพื่อนร่วมงานนับร้อยคนมีประสบการณ์ตรงที่เจ็บปวดกับเรื่องนี้ เราซื้อที่ดินเงินผ่อนเมื่อแรกเข้าทำงาน 35 ปีมาแล้ว (ขณะนั้นเงินเดือนปริญญาตรีเริ่มต้นที่ 1,640 บาท) ปัจจุบันบริเวณใกล้ๆ ที่ดินแปลงนี้ก็กลายเป็นที่ทิ้งขยะกองมหึมาของเทศบาลเฉยเลย

เปลี่ยนอารมณ์กลับมาดูภาพล่างซึ่งแทนสภาพเมืองแบบหางจิ้งจกกันบ้าง โปรดสังเกตว่า ลูกศรนำเข้าอาหาร พลังงานและสินค้ามีขนาดเล็กลงมาก ซึ่งหมายความว่าปริมาณเหล่านี้ลดลงเพราะมีการผลิตเกิดขึ้นภายในตัวเมืองเอง

พลังงานที่นำเข้าก็เป็นพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) ภายในตัวเมืองก็มีการนำ “ของเสีย” ที่เป็นอินทรีย์วัตถุกลับมาใช้ใหม่ เช่น นำน้ำเสียมาผลิตไฟฟ้า ขยะที่เป็นวัตถุอื่นๆ เช่น กระดาษ กระป๋อง ก็นำกลับมารีไซเคิล

ลูกศรนำออกก็มีขนาดเล็กลงอย่างมาก เพราะได้มีการนำไปใช้ในเมืองเพื่อทดแทน “อวัยวะ” หรือสิ่งที่หายไป และโปรดสังเกตอีกนิดว่าพื้นที่ที่อยู่ห่างไกลจากตัวเมืองก็ไม่ได้รับอันตรายเพราะระบบนิเวศของมันยังคงดำเนินไปได้อย่างปกติตามธรรมชาติ

ผมเคยเขียนใน “โลกที่ซับซ้อน” แล้วว่า ของเสียจากวัว 30 ตัวในโรงฆ่าสัตว์ของประเทศสวีเดน สามารถนำไปทำไบโอแก๊สเพื่อป้อนรถไฟได้ 2 ตู้ให้แล่นได้ไกลถึง 75 กิโลเมตร รถเมล์ 800 คันก็ขับเคลื่อนด้วยพลังไบโอแก๊ส ในขณะที่บ้านเราจะเอารถเมล์เอ็นจีวีสี่พันคัน เพื่อมาเพิ่มของเสียให้กับเมือง

ผมไม่มีข้อมูลเหล่านี้ในประเทศไทยอยู่ในมือ ทราบแต่ว่าต่างก็อยู่ในอาการสาหัส ขยะเมืองนับหลายพันตันต่อวันที่เพิ่มเข้ามายังไม่รู้ว่าอีกกี่ร้อยชาติจึงจะจัดการได้หมด

ขอกลับมาที่ภาพรวมระดับโลกอีกครั้ง รายงานขององค์การสหประชาชาติระบุว่า นับตั้งแต่เริ่มต้นศตวรรษที่ 21 เป็นต้นมาหรือในช่วง 10 ปีมานี้ มนุษยชาติได้กลายเป็น “เผ่าพันธุ์คนเมือง” อย่างชัดเจนแล้ว

ใน 5 ปีแรกของศตวรรษที่ 21 จำนวนคนเมืองทั่วโลกมีถึงร้อยละ 49 ของทั้งหมด มีการคาดการณ์ว่าในเร็วๆ นี้อัตราการเพิ่มของประชากรเมืองจะเป็นสองเท่าของอัตราการเพิ่มของประชากรในชนบท

ถ้าแบ่งการพัฒนาของประเทศต่างๆ ออกเป็น 3 ระดับ คือ ประเทศด้อยพัฒนา ประเทศที่มีรายได้ปานกลาง และประเทศพัฒนาสูงสุด พบว่าผลิตภัณฑ์ประชาชาติ (GNP) ของคนเมืองในแต่ละระดับมีถึง 55%, 73% และ 85% ตามลำดับ ตัวเลขดังกล่าวได้สะท้อนปัญหาการใช้ทรัพยากรของกลุ่มคนในแต่ละประเทศได้พอสมควร

ในประเทศไทยเราเอง ความเหลื่อมล้ำด้านทรัพย์สินระหว่างคนรวยกับคนจนห่างกันมากที่สุดในเอเชีย ระหว่างเมืองกับชนบทก็คงจะทำนองเดียวกัน ผมไม่ได้ติดตามนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ ที่กำลังรณรงค์เลือกตั้งกันอยู่อย่างละเอียด แต่ผมเชื่อว่าไม่มีพรรคใดเลยที่สนใจอย่างจริงจังกับเรื่องการสร้างเมืองแบบหางจิ้งจกซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากอย่างที่กล่าวมาแล้ว

source : http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9540000062327

วันศุกร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ชุดว่ายน้ำพลังงานแสงอาทิตย์

เจ๋งชุดว่ายน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ ชาร์ตแบตฯได้ ทั้งMP3 กล้องถ่ายรูป

สำหรับใครที่เบื่อหน่ายกับการฟังเพลงบนเครื่องเล่น MP3 หรือ ไอพอดแล้วแบตเตอรรี่หมดกลางคัน ต่อไปนี้ ชุดว่ายน้ำ ได้ถูกเพิ่มเทคโนโลยีเข้าไปให้มันสามารถชาร์ตแบตไปในตัวได้

โดยชุดว่ายน้ำตัวนี้มีราคา 120 ปอนด์ ทำมาจากวัสดุที่สามารถผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆไม่ว่าจะเป็น เครื่องเล่นเอ็มพีสามแบบพกพา หรือกล้องถ่ายรูป เป็นต้น







แอนดริว ชไนด์เดอร์ ผู้ผลิตและออกแบบ กล่าวว่า ใช้เวลากว่าเกือบ 4 วันในการประดิษฐ์ชุดว่ายน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ตัวนี้ โดยมีวัสดุ อุปกรณ์ แผ่นฟิล์มบางๆทั้งหมด 40 แผ่น แผงเซลล์แสงอาทิตย์ และตัวที่แปลงพลังงาน โดยผู้ใช้ยังสามารถลงไปว่ายน้ำจริงๆโดยไม่มีการช็อต เพียงแต่ต้องทำตัวให้แห้งก่อนที่จะสวมชุดดังกล่าว

ทั้งนี้ ระหว่างการชาร์ตแบตเตอรรี่ ผู้ใช้จะไม่รู้สึกใดๆ สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ไปพร้อมกับการฟังเพลงได้อย่างสบายใจ หายห่วงเรื่องแบตเตอรรี่จะหมดอีกต่อไป









source : http://www.blogger.com/post-create.g?blogID=6929246469878316595

จักรยานโปรไบค์... กับเส้นทางสู่ความยั่งยืน


โปรไบค์” ร้านจำหน่ายจักรยานที่นักปั่นทั้งคนไทยและต่างชาติรู้จักดี ณ วันนี้อยู่ได้อย่างยาวนานมาถึง 20 ปีแล้ว ผู้ประกอบการตัวจริงบอกเล่าประสบการณ์ เบื้องหลังความสำเร็จของโปรไบค์คืออะไร และอนาคตของร้านจักรยานที่ก่อร่างสร้างมาตั้งแต่ศูนย์จนถึงวันนี้กลายเป็นอันดับหนึ่งของร้านขายจักรยานคุณภาพจะไปไกลได้ขนาดไหน มีหลักคิดและวิธีการทำธุรกิจที่ผู้ประกอบการนำไปประยุกต์ใช้ได้

๐ ตั้งหลักธุรกิจ

หลังจากที่ “นที ชัยสินธพ” เจ้าของร้านจักรยาน “โปรไบค์” ตัดสินใจถอยจากการเป็นกำลังสำคัญในการช่วยพี่ชายดูแล TN Group กิจการด้านคอมพิวเตอร์คอมมิวนิเคชั่นรายใหญ่ มานานเกือบ 10 ปี เพื่อหันมาสร้างธุรกิจของตัวเอง ด้วยเหตุผล 2 เรื่อง เรื่องแรกคือ สุขภาพที่ย่ำแย่จากการทำงานหนักเกินไป เกินกว่าที่ร่างกายจะรับไหว และเรื่องที่สองคือ คิดว่าถึงเวลาต้องทำในสิ่งที่ตั้งใจไว้คือการเป็นเจ้าของธุรกิจที่สร้างมากับมือ เพราะในตอนนั้นมีอายุ 35 แล้ว หากเริ่มต้นช้ากว่านั้น อาจจะหมดไฟหมดแรงไปก่อน

ส่วนการเลือกทำธุรกิจจักรยานนั้นมาจาก 2 เหตุผลเช่นกัน เหตุผลแรกคือ “ความรู้” และเหตุผลที่สองคือ “ความรัก” ในจักรยาน ด้วยความชอบงานช่างมาตั้งแต่เด็ก และคุ้นเคยกับจักรยานเป็นอย่างดี ไม่ใช่แค่การขี่เล่น แต่เป็นการสนุกกับการเอาชิ้นส่วนมาประกอบขึ้นเป็นคัน ซึ่งสองเหตุผลดังกล่าวก็คือกุญแจแห่งความสำเร็จสองดอกแรกนั่นเอง

“พ่อกับแม่มาจากเมืองจีนไม่ได้เรียนสูง เรียนภาษาไทยแค่อ่านออกเขียนได้ แต่มุ่งมั่นสร้างตัวด้วยการค้าขายสร้างครอบครัวมา เมื่อก่อนรุ่นพ่อค้าขายแบบเก่าๆ เช่น ขายลวดทองแดงเป็นกิโล แต่พี่ชายคิดเริ่มธุรกิจด้วยรูปแบบใหม่ และตั้งความหวังว่าเราจะช่วยขยายธุรกิจไปเรื่อยๆ แต่อาจจะเป็นเพราะนิสัยส่วนตัวที่อยากจะทำอะไรด้วยตัวเอง ตอนเรียนเมืองนอกก็คิดว่าจะทำอะไรอยู่ที่นั่น เพราะอยากทำอะไรด้วยตัวเองอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว และพ่อกับแม่สอนว่า อะไรที่ทำได้เอง จะทำให้ภูมิใจ แต่ในตอนเริ่มธุรกิจของตัวเองพ่อกับแม่เสียชีวิตไปแล้ว ส่วนคนอื่นๆ ในครอบครัวไม่เห็นด้วยและคิดว่าคงจะไปไม่รอด”

“แต่ภรรยาเป็นคนสำคัญที่ทำให้ธุรกิจนี้เดินมาได้เพราะเป็นทั้งคนที่ให้กำลังใจและช่วยดูแลมาตลอด คุยกันว่าจะทำธุรกิจแบบเล็กๆ พออยู่ได้ ทำตามกำลังของตัวเอง และในช่วงเริ่มต้น ยังไม่ได้ทำเต็มที่เพราะยังต้องช่วยธุรกิจของพี่ชาย จึงเริ่มจากการซ่อมและจำหน่ายอะไหล่จักรยานในปี 1991 ซึ่งทำในวันเสาร์-อาทิตย์ แต่เมื่อลูกค้าเห็นว่าเราทำได้ดี ก็ให้เราหาจักรยานให้ ขยายเป็นการซื้อขาย จนคิดว่าน่าจะมีแบรนด์ของเราเอง แต่ต้องไปไต้หวันตระเวนหาอยู่นานกว่าจะได้พบกับผู้ผลิตที่ยอมผลิตเพียงปีละ 300 คันตามแบบที่ต้องการ”

ในปี 1993 จักรยานคุณภาพดีราคาเหมาะสมยี่ห้อ Challenger จึงมีโอกาสเข้ามาสร้างตลาดในเมืองไทย และประสบความสำเร็จอย่างไม่ยากนัก เพราะในตอนนั้น จักรยานที่จำหน่ายอยู่ในเมืองไทยมีแบบไทยทำไทยใช้ซึ่งคุณภาพไม่ดีนัก กับจักรยานนำเข้าซึ่งเป็นแบรนด์ดังระดับโลก แต่ราคาสูง

“ชาเลนเจอร์ชนะเทร็ค เราเป็นรายแรกที่ล้มเขาได้ ทั้งๆ ที่เป็นโนว์แบรนด์ ตอนนั้นแค่ 2 ปี ขายปีละ 500-600 คัน ก็ทำให้เขาขายไม่ได้แล้ว เพราะราคาต่ำกว่า สเป๊กดีกว่า ห่างกันครึ่งๆ เช่น รุ่นที่ถูกที่สุดของเรา 1.25 หมื่นบาท ของเขา 2 หมื่น และรุ่นที่แพงที่สุดของเรา 1.75 หมื่นบาท ของเขา 3 หมื่นบาท ตอนนั้นเทร็คทำทุกประเภทไม่มีช่องว่างให้เจาะ แต่เราทำเทรกตลาดเขาอยู่แล้วเพราะเห็นว่าต้นทุนต่างกันถึง 20%”
๐ ขับเคลื่อนตามทิศทาง

หลังจากชาเลนเจอร์ทำให้ยอดขายเทร็คนิ่งอยู่พักใหญ่ ในที่สุด “เทร็ค” จึงเข้ามาติดต่อให้โปรไบค์เป็นตัวแทนจำหน่ายรายเดียวในประเทศไทย และกลายเป็นคู่ค้ากันมานับแต่นั้นจนถึงวันนี้ 14 ปีแล้ว ในขณะที่ “ชิมาโน่” อะไหล่จักรยานยี่ห้อดังจากญี่ปุ่นก็ค้าขายกันมานานถึง 18 ปีแล้ว

“เราติดต่อไบค์ชอปที่เป็นตัวแทนจำหน่าย TREKในตอนนั้น เพราะคิดว่าขอแค่เป็นดีลเลอร์แต่เขาไม่สนใจ และเราไม่เคยติดต่อเทร็ค เพราะมีหลักในการทำธุรกิจว่าเราจะไม่เข้าไปยุ่งถ้าเขาค้าขายกันอยู่ และเราไม่ไปขอ เพราะการทำธุรกิจกับต่างประเทศ ผู้ประกอบการหลายคนปล่อยให้ต่างประเทศคอนโทรล แต่ถ้าเขามาหาเขาต้องไม่มายุ่งกับเราในแง่ของการบริหารจัดการ เป็นเงื่อนไข ไม่มีการต่อรอง เพราะเราตั้งใจทำให้ดีที่สุดอยู่แล้ว แต่เราต้องสุภาพกับเขา และเราต้องทำให้ได้ตามที่บอกด้วย”

นที เล่าถึงประสบการณ์การค้าขายกับเทร็คและชิมาโน่ว่าเป็นไปด้วยดี และแทบไม่เห็นจุดบอด เทร็คเป็นอเมริกันแต่พยายามทำตัวเป็นตะวันออก เช่น อเมริกันจะไม่มีการยืดหยุ่น แต่เทร็คยืดหยุ่นมากเพื่อให้เหมาะกับตลาดของเรา และเราเองก็พยายามสร้างเครดิตด้วยการย้ำกับพนักงานไม่ให้เคลมโดยไม่จำเป็น เพราะบางเรื่องแค่บอกกล่าวไม่ต้องส่งสินค้าชิ้นใหม่มาเปลี่ยน เพื่อให้เขารู้ว่าเราทำทุกอย่างตรงไปตรงมา และทำให้รู้ว่าการทำงานกับเราต้องทำแบบนี้ ไม่ต้องกำหนดอะไรมากมาย เพราะเราเต็มที่ให้ทุกอย่าง

“เทร็คเป็นเบอร์หนึ่งของตลาดโลก วิธีการคิดของเขาเหมือนเรามาก ทำให้สบายใจ เขาคิดทุกอย่างว่าจะทำอย่างไรให้โลกดีขึ้น ทำอย่างไรให้คนมาขี่จักรยานมากขึ้น นอกจากตัวสินค้า เขามองสังคมด้วย เช่น การจัดขี่การกุศลทุกปีสามารถระดมทุนได้มาก ฯ เขาอยู่มา 30 กว่าปีแล้ว ถือว่าเก่าแก่ มีมาร์เก็ตแชร์ 30% ถือว่ามาก เพราะตลาดโลกมีผู้ผลิตและยี่ห้อเยอะมาก เทร็คเติบโตได้ด้วยวิธีคิดของเขามากกว่า เพราะการเข้าไปในประเทศต่างๆ ไม่ใช่ง่าย”

แม้กระแสรักสุขภาพกำลังเติบโตอย่างมาก แต่คนไทยส่วนมากไม่ใส่ใจสุขภาพอย่างแท้จริง ไม่ห่วงตัวเอง เช่น สังเกตได้จากการกินอาหารรสจัดเกินไป โดยส่วนตัวไม่ได้มองว่าจักรยานเป็นเทรนด์ แต่มองว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ถ้าแต่ละบ้านมีจักรยานหนึ่งคันก็สามารถไปไหนมาไหนได้ เมื่อวันที่น้ำมันหมดโลก หรือวันที่หลังงานเหลือน้อยและราคาสูง แต่ก่อนจะให้เขามาสนใจจักรยาน ต้องทำให้ชอบก่อน ด้วยการพาไปขี่ในที่สวยๆ อากาศดีๆ เช่น ไปเชียงใหม่ขึ้นดอยอินทนนท์ และการทำกิจกรรมแฟมิลี่เดย์ ทำให้มีคนชอบขี่จักรยานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และลูกค้าจากเดิมที่เคยมาคนเดียว ก็พาเพื่อนหรือคนในครอบครัวมาร่วม

รวมทั้ง การขี่แบบเซนจูรี่ ซึ่งทำมาสิบปีแล้วมีคนสนใจเพิ่มขึ้นตลอด ทุกคนต้องขี่ให้ถึงจุดหมาย ตามระยะทาง 100 กิโลเมตร นอกจากเพื่อสุขภาพของตัวเอง ยังเป็นการฝึกจิตใจไม่ให้ถอยหรือล้มเลิกง่ายเกินไปก่อนจะสำเร็จ ซึ่งสามารถต่อยอดไปทำเรื่องอื่นๆ ในเรื่องความแข็งแรงต้องมีทั้งเรื่องจิตใจและร่างกาย เพราะนอกจากจะเอาตัวรอดได้เอง เพราะการอยู่กับจักรยานคือการอยู่กับตัวเอง ยังช่วยคนอื่นได้ เพราะมีสติแม้จะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด

การจัดกิจกรรมเป็นส่วนสำคัญอย่างมากของโปรไบค์ นอกจากจะเป็นการสร้างความผุกพันกับลูกค้าเดิม ยังเป็นการดึงดูลูกค้าใหม่ให้มีจักรยานเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต ในแง่ของการบริหารจัดการ จะเข้าไปร่วมอย่างใกล้ชิดเพื่อให้ลูกค้าสบายใจ ซึ่งข้อดีของการจัดกิจกรรมแบบนี้คือมีแต่ความสนุกสนานและยิ้มแย้มแจ่มใสให้กัน แต่ไม่จัดการแข่งขันเพราะเห็นว่ามักจะมีการทะเลาะกันเสมอ เช่น โกงอายุ โกงรุ่น ไม่มีน้ำใจนักกีฬา นอกจากนี้ ค่าสมัครทั้งหมดจะนำไปมอบให้การกุศล เพื่อให้ลูกค้ามีส่วนร่วมแบ่งปันให้กับสังคม เพราะค่าใช้จ่ายในการจัดเป็นงบประมาณด้านโปรโมชั่นที่จัดสรรไว้แล้ว แต่สนับสนุนทีมจักรยานของกองทัพอากาศ เพราะมีการฝึกสอนนักกีฬาแบบเอาจริงเอาจัง ในแง่จิตใจด้วยไม่ใช่แค่ร่างกาย ตอนนี้มีนักกีฬาอาชีพที่ติดทีมชาติ ซึ่งไม่ใช่ง่าย

เช่นเดียวกันกระแสการตื่นตัวเรื่องสิ่งแวดล้อม เนื่องจากคนส่วนมากยังไม่ตระหนักในเรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ทำให้การกระตุ้นเห็นผลช้า แต่มองว่าเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและทำต่อเนื่อง ซี่งสิ่งที่ทำอยู่สอดแทรกอยู่ในกิจกรรมและการใช้โซเชียลมีเดีย เช่น การย้ำกับผู้ร่วมกิจกรรมไม่ให้ทิ้งขยะระหว่างทาง เพราะมีจุดทิ้งขยะที่เตรียมไว้ให้ และยืนยันอย่างจริงจังเรื่องการไม่รับสมัครหน้างานและเกินกว่าที่กำหนดไว้คือ 300 คน เพราะไม่ต้องการเตรียมน้ำ และอาหารเกินความจำเป็น จนกินเหลือและทิ้งขว้าง เพราะคิดว่ายังมีคนอีกมากที่ไม่มีกิน ในแง่ธุรกิจ ไม่ต้องการใช้กระแสนี้เป็นประโยชน์ในการหากำไร เพราะคิดว่าคนที่ทำธุรกิจทุกคนต้องคิดถึงเรื่องนี้ สำหรับจักรยานประเภทฟิกซ์เกียร์ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในไทย โปรไบค์ ไม่คิดจะนำมาจำหน่าย เพราะอยากให้คนใช้จักรยานให้เป็นประโยชน์ด้านสุขภาพ ท่องเที่ยว หรือใช้งาน ไม่ใช่ใช้โชว์ เพราะฟิกซ์เกียร์ไม่ปลอดภัยมาก เนื่องจากไม่มีเบรก นอกจากนี้ กลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบจักรยานประเภทนี้ ยังไม่ชอบสวมหมวกกันน๊อค แต่ในต่างประเทศกฎหมายบังคับว่าต้องมีเบรก

ชาเลนเจอร์เติบโตมาตลอด ก้าวกระโดดปีละเท่าตัว จนกระทั่งขายได้ปีละ 4 พันคัน แต่ต้นทุนเริ่มจะสู้คู่แข่งไม่ได้รวมทั้งเทร็ค ที่เริ่มย้ายฐานการผลิตมาที่ไต้หวันและจีน ปีละเป็นล้านคัน ทำให้อำนาจต่อรองต่างกันมาก เพราะเพียงแค่ซื้อของได้ถูกกว่า 10% ก็แย่แล้ว ชาเลนเจอร์จึงค่อยๆ ลดการทำตลาดลงไปเรื่อยๆ แต่ปีนี้จะผลิตรุ่นพิเศษ Retro เป็นแบบย้อนยุค 100 คัน สไตล์กึ่งโบราณตัวถังเป็นเหล็กเบาะหนัง มีหมายเลขกำกับทุกคัน เพื่อต้องการขายเป็นของที่ระลึกให้กับลูกค้าที่ชื่นชอบชาเลนเจอร์โดยเฉพาะ เพราะมีลูกค้าที่ภูมิใจกับแบรนด์ของคนไทย บางคนยังใช้อยู่ไม่ยอมเปลี่ยน
๐ วางรากฐานอนาคต

สำหรับตลาดรวมของจักรยานทุกประเภท ทั้งเมาเทนท์ไบค์ เสือหมอบ และฟิกซ์เกียร์ ในปัจจุบันที่มีตัวเลข 1 แสนคัน แต่เป็นของจักรยานมือสองที่ลักลอบนำเข้าจากต่างประเทศมากถึง 4 หมื่นคัน สำหรับโปรไบค์มีส่วนแบ่งตลาด 30 % จาก 6 หมื่นคัน สำหรับการแข่งขันของธุรกิจร้านจักรยานในไทย มักจะเปิดมาแต่อยู่ได้ไม่นานต้องปิดไป เพราะดูแลไม่ดีพอเพราะมักจะมีกิจการหลายอย่าง และเพราะการบริการหลังการขายเป็นจุดสำคัญที่ลูกค้าต้องการ ซึ่งไม่ใช่แค่การขายได้เท่านั้น แต่ต้องดูแลรักษาและซ่อมได้ด้วย

“แต่สำหรับเราอยู่ได้ด้วยจักรยาน ศึกษาโปรดักต์ทุกตัวด้วยตัวเอง ที่นี่เป็นบ้านที่สองเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต การทำธุรกิจต้องทุ่มทั้งตัว ไม่ใช่อยากจะเลิกเมื่อไรก็ได้ เพราะลูกค้าซื้อของเพราะเชื่อว่าเราจะอยู่กับเขาตลอดไป”

การวางอนาคตของธุรกิจ ในวัย 57 ปีของนที เพราะการมองว่าการสามารถส่งต่อกิจการได้เป็นความสำเร็จที่แท้จริงไม่ใช่ยอดขาย ดังนั้น อีก 3 ปี เขาคิดจะถอยไปมีบทบาทเป็นที่ปรึกษาเพื่ออยู่ในจุดที่สามารถมองภาพได้กว้างขึ้นและให้ความคิดเห็นได้เต็มที่ ซึ่งตอนนี้ถอยมามาก เพื่อให้คนรุ่นหลังๆ ได้ประสบการณ์ โดยมีการเตรียมส่งต่อให้รุ่นที่ 2 และวางตัวรุ่นที่ 3 เอาไว้แล้ว เพื่อเป็นทายาททางธุรกิจต่อไป เพราะไม่มีทายาทโดยสายเลือด แต่มองว่าทุกคนเป็นเหมือนครอบครัวเดียวกัน นอกจากนี้ ยังมอง 20 ปีต่อจากนี้ว่า โปรไบค์ต้องเป็นแหล่งเรียนรู้ และสร้างคน และเชื่อว่าคนที่อยู่ด้วยกันมาจะสานต่อกิจการต่อไปได้ และบอกเสมอว่าจะอยู่หรือไม่ไม่รู้ แต่คนข้างนอกจะคาดหวังว่าเมื่อออกจากที่นี่ไปต้องเก่ง และไว้ใจได้

“ความซื่อสัตย์” เป็นกุญแจแห่งความสำเร็จดอกที่สามที่ทำให้ธุรกิจเติบโตมาอย่างยืนนาน บางครั้งเรื่องเล็กน้อยกลับทำให้สถานการณ์เปลี่ยนไปในทางดีขึ้นอย่างมาก ยกตัวอย่าง มีสินค้าตัวหนึ่งที่เขาส่งมาให้เรา แต่เขาไม่ได้เรียกเก็บเงินมา เพราะมีความผิดพลาดของเขาไม่รู้ว่าส่งไปให้ใคร แต่เราก็ส่งเงินไปให้ เขาดีใจมาก ถึงจะไม่กี่หมื่นบาท แต่เป็นเรื่องสำคัญ

ส่วนข้อคิดสำคัญที่มักจะถ่ายทอดให้ทีมงานคือ การคิดอยู่ตลอดเวลา เมื่อได้รู้ได้เห็นอะไรต้องนำมาพิจารณา ต้องอ่านหนังสือหลากหลายและศึกษา เช่น เรื่องคาร์บอนฟูทปริ้นท์ ทำให้มีแคมเปญWe believe in a healthy world. ซึ่งใช้เมื่อปีที่แล้ว แต่ “Healthy World” ต้องเริ่มมาจากสุขภาพของตัวเราเองก่อน แล้วความคิดดีๆ จะตามมา เพราะคิดว่ามีคนไทยน้อยคนเข้าใจเรื่องนี้ จึงเป็น Mission ของเราใน 2-3 ปีข้างหน้าที่จะต้องทำให้คนเข้าใจ เพราะ Trek รณรงค์เรื่องนี้มา 2 ปีแล้วในการลดคาร์บอนฯ แม้กระทั่งกระบวนการผลิตของเขายืนยันว่า ทิ้งคาร์บอนฯ ไว้ต่ำมากต่ำที่สุด

ในขณะที่ปรัชญาการทำธุรกิจคือ “ไม่ขาย” แต่พยายามแนะนำลูกค้าว่าควรจะทำอะไร และบอกลูกค้าว่าอย่าหมกมุ่นกับจักรยานมากเกินไปทั้งในการขี่ เช่น ขี่ลงเขาด้วยความเร็วสูงเกินไปเพราะอันตรายถึงชีวิต กับการตามซื้อทุกรุ่น ซึ่งมากเกินไป ขอให้ซื้ออย่างมีเหตุผลมากกว่าอารมณ์ เพราะคิดว่าการเป็นคนให้ดีกว่าเป็นคนรับ คิดราคาขายแค่พอมีกำไร ทั้งๆ ที่ตั้งราคาได้สูงกว่านี้

สำหรับนที ความสุขในการทำธุรกิจนี้มาจากการได้พบว่า จักรยานทำให้โลกเล็กลงมาก ทำให้เจอเพื่อนที่ไม่เจอกันมาหลายสิบปี และลูกค้ากลายมาเป็นเพื่อน ได้แลกเปลี่ยนทัศนคติกัน เพราะเป้าหมายการทำธุรกิจนี้คือ เพื่อให้สุขภาพดีขึ้น มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น มีธุรกิจที่เลี้ยงตัวได้ และได้ส่งต่อไปถึงพนักงานที่เปรียบเหมือนลูกซึ่งตอนนี้มี 35 คน รวมถึง ดีลเลอร์ซึ่งมีอยู่ 57 ราย และรู้สึกดีกับการทำให้ดีลเลอร์หลายรายเจริญเติบโตได้

“ความสำเร็จที่ได้มาต้องให้เครดิตพี่ชายและพี่สาวที่สอนให้เข้าใจว่าจะสร้างและรักษาธุรกิจได้อย่างไร ทั้งเรื่องของความซื่อสัตย์ ซึ่งเป็นอย่างแรกที่ต้องทำเพราะถ้าไม่ทำจะได้รับผลของการไม่ซื่อสัตย์ การหาความรู้ใหม่ๆ อยู่เสมอ ด้วยการอ่านและกล้าคบคน เพราะเชื่อว่าคนสองคนที่รู้คนละเรื่องเมื่อคุยกันกลายเป็นคนสองคนรู้คนละสองเรื่อง และการสร้างความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง คือการต้องมองไปข้างหน้าตลอดเวลาว่าธุรกิจจะเติบโตไปได้อย่างไร แต่ใช้วิธีคิดแบบง่ายๆ คิดและทำออกมาทีละอย่าง เมื่อจบจึงคิดและทำทันทีเพื่อให้งานสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอัน” ผู้ประกอบการมากประสบการณ์ ย้ำในตอนท้าย

------------
ที่มา : ผู้จัดการ 360 รายสัปดาห์  http://www.manager.co.th/SMEs/ViewNews.aspx?NewsID=9540000067455