|
วันพุธที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2554
ชาวจีนสุดเอือมรถติด ขี่ม้าไปทำงานแทน
วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2554
ดื่มไป ถีบ (จักรยาน)ไป
ในขณะที่ทั่วโลกรณรงค์เรื่องเมาไม่ขับ แต่ที่ประเทศเยอรมนีกลับตรงกันข้าม
ชาวเยอรมันชื่นชอบการดื่มเบียร์จนได้ชื่อว่าเป็นเมืองเบียร์ และยังชอบขี่จักรยานและถวิลหาแสงแดด นั่นจึงเป็นที่มาให้คนคิดค้นสร้างเบียร์การ์เด้นเคลื่อนที่หรือ เบียร์ไบค์ (Beer bike) ขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของชาวเมืองเบียร์
เบียร์ไบค์หรือรถจักรยานเบียร์คือรถจักรยาน 4 ล้อขนาดใหญ่ที่มีลักษณะพิเศษคือ ขับเคลื่อนโดยให้ผู้โดยสารเป็นคนปั่นหรือถีบเหมือนกับการขี่จักรยานนั่นเอง โดยผู้โดยสารจะนั่งอยู่บนเก้าอี้สตูลรอบเคาน์เตอร์บาร์ที่มีเบียร์ถังใหญ่ตั้งอยู่ตรงกลางรถ รถหนึ่งคันนั่งได้ 16 คนและเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 6 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเพื่อความปลอดภัย เผื่อมีผู้โดยสารเมาจะได้ไม่เกิดอุบัติเหตุ ที่ด้านหน้าจะมีคนขับรถหนึ่งคนคอยเหยียบเบรกเวลาถึงสี่แยกหรือต้องเลี้ยวตรงหัวมุมถนน
เบียร์ไบค์มีต้นกำเนิดในเยอรมนีเมื่อ 5 ปีก่อนที่เมืองโคโลญจน์ ในตอนแรกบริษัทเบียร์ไบค์ (BierBike) ที่ก่อตั้งโดย อูโด เคลมท์ และ อินโก้ โบเอลล์ ผลิตเบียร์ไบค์ขึ้นมาแค่ 1 คัน แต่ปัจจุบันสามารถเปิดขายเป็นแฟรนไชส์ หลังจากที่กลายเป็นที่นิยมไปทั่วโลก ในหลายๆ เมืองของเยอรมนีมีจุดให้เช่าเบียร์ไบค์อยู่หลายแห่ง หรือถ้าใครสนใจจะซื้อเลยก็ได้
อูโด บอกว่าทางบริษัทให้ความสำคัญกับเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยของเบียร์ไบค์ทั้งในขั้นตอนการผลิตรวมถึงคนขับรถที่ได้รับการอบรมเป็นพิเศษและมีข้อกำหนดห้ามไม่ให้ดื่มเบียร์ขณะปฏิบัติหน้าที่
เบียร์ไบค์กลายเป็นพาหนะยอดนิยมที่คนมักจะเช่าไปใช้ในงานเทศกาลเฉลิมฉลองหรืองานปาร์ตี้ เช่น งานเลี้ยงบริษัทหรืองานเลี้ยงสละโสด แม้ค่าเช่าจะสูงถึงเกือบ 26,000 บาทต่อ 2 ชั่วโมง แต่อูโดบอกว่าเมื่อคิดเฉลี่ยเป็นรายหัวจากผู้โดยสาร 16 คนแล้วราคาก็พอๆ กับการไปนั่งดื่มเบียร์ในเบียร์การ์เด้น
“เบียร์ไบค์เป็นนวัตกรรมใหม่ของการขับขี่ คุณจะได้นั่งรถชมเมือง สูดอากาศบริสุทธิ์ ได้โบกมือทักทายกับคนบนท้องถนนในขณะที่รถกำลังเคลื่อนตัว และมันยังทำให้งานปาร์ตี้ของคุณไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะปาร์ตี้ของคุณจะได้โลดแล่นไปกลางเมือง อันจะทำให้มันอยู่ในความทรงจำไม่รู้เลือน” อูโดกล่าว
แต่ไม่ใช่ชาวเยอรมันจะเห็นดีเห็นงามกับเบียร์ไบค์ไปหมด เป็นที่รู้กันดีว่าประเทศนี้เป็นดินแดนที่มีกฎเกณฑ์ที่เข้มงวด แม้กระทั่งมีการออกระเบียบห้ามไม่ให้ตัดหญ้าในวันอาทิตย์หรือห้ามใช้เครื่องซักผ้าในอพาร์ตเมนต์หลัง 4 ทุ่ม เพราะจะเป็นการรบกวนเพื่อนบ้าน
เจ้าหน้าที่ของเมืองดุสเซลดอร์ฟใช้เวลาราว 2 ปีในการต่อสู้ทางกฎหมายเพื่อจะให้มีการสั่งห้ามหรือแบนเบียร์ไบค์จากท้องถนน โดยให้เหตุผลว่ามันไม่ใช่ยานพาหนะ เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรอนุญาตให้นำมาวิ่งบนถนน
ทางเมืองมีการยื่นฟ้องต่อศาลและศาลก็ตัดสินให้เมืองเป็นฝ่ายชนะ แต่ศาลอุทธรณ์กลับคำตัดสินของศาลชั้นต้น และตอนนี้กำลังอยู่ระหว่างพิจารณาคดี โดยศาลอาจจะมีคำพิพากษาออกมาในอีกไม่กี่สัปดาห์หรืออาจจะใช้เวลาอีกหลายเดือนก็ได้ ขึ้นอยู่กับข้อกฎหมาย ซึ่งฝ่ายกฎหมายของบริษัท BierBike ก็ไม่รีบร้อน
อูโดบอกว่าเขามองไม่เห็นว่าทางเมืองดุสเซลดอร์ฟจะยกกฎหมายข้อไหนขึ้นมาต่อสู้ ในความเห็นของเขาเบียร์ไบค์ก็คือจักรยานชนิดหนึ่ง ถ้าจะสั่งห้ามไม่ให้เบียร์ไบค์วิ่งบนถนน ก็ต้องสั่งห้ามจักรยานทุกชนิดด้วย
อย่างไรก็ตาม มีประชาชนคนเดินถนนจำนวนไม่น้อยที่คัดค้านเบียร์การ์เด้นเคลื่อนที่ เพราะพวกเขารู้สึกรำคาญเวลาที่ผู้โดยสารเมาแล้วร้องเพลงด้วยเสียงเมาอ้อแอ้ บางคนก็แปลงเนื้อร้องเป็นคำหยาบคายหรือลามกผ่านเครื่องกระจายเสียงบนรถที่วิ่งไปบนถนน
แฟรนไชส์หลายแห่งพยายามปรับปรุงภาพลักษณ์ของเบียร์ไบค์ด้วยการผลิตจักรยานที่ปลอดแอลกอฮอล์ขึ้นมาเป็นทางเลือก เช่น เมืองเฟรนส์บวร์ก ทางตอนเหนือของเยอรมนี มีการส่งเสริมให้ครอบครัวเช่าเบียร์ไบค์สำหรับจัดงานฉลองวันเกิดหรือวันครบรอบต่าง ๆ โดยเสิร์ฟแต่น้ำอัดลม กาแฟและขนมเค้ก บางแห่งก็ตกแต่งประดับประดาจักรยานเบียร์ด้วยดอกไม้และป้ายต่างๆ เพื่อนำไปใช้ในขบวนพาเหรดหรือขบวนประท้วงทางการเมือง
เมื่อเร็วๆ นี้ มีการจัดงานการกุศลแข่งขันวิ่งจักรยานเบียร์ระหว่างนักกีฬาและนักการเมืองที่เมืองแฟรงก์เฟิร์ตด้วย
เบียร์ไบค์หรือรถจักรยานเบียร์คือรถจักรยาน 4 ล้อขนาดใหญ่ที่มีลักษณะพิเศษคือ ขับเคลื่อนโดยให้ผู้โดยสารเป็นคนปั่นหรือถีบเหมือนกับการขี่จักรยานนั่นเอง โดยผู้โดยสารจะนั่งอยู่บนเก้าอี้สตูลรอบเคาน์เตอร์บาร์ที่มีเบียร์ถังใหญ่ตั้งอยู่ตรงกลางรถ รถหนึ่งคันนั่งได้ 16 คนและเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 6 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเพื่อความปลอดภัย เผื่อมีผู้โดยสารเมาจะได้ไม่เกิดอุบัติเหตุ ที่ด้านหน้าจะมีคนขับรถหนึ่งคนคอยเหยียบเบรกเวลาถึงสี่แยกหรือต้องเลี้ยวตรงหัวมุมถนน
เบียร์ไบค์มีต้นกำเนิดในเยอรมนีเมื่อ 5 ปีก่อนที่เมืองโคโลญจน์ ในตอนแรกบริษัทเบียร์ไบค์ (BierBike) ที่ก่อตั้งโดย อูโด เคลมท์ และ อินโก้ โบเอลล์ ผลิตเบียร์ไบค์ขึ้นมาแค่ 1 คัน แต่ปัจจุบันสามารถเปิดขายเป็นแฟรนไชส์ หลังจากที่กลายเป็นที่นิยมไปทั่วโลก ในหลายๆ เมืองของเยอรมนีมีจุดให้เช่าเบียร์ไบค์อยู่หลายแห่ง หรือถ้าใครสนใจจะซื้อเลยก็ได้
อูโด บอกว่าทางบริษัทให้ความสำคัญกับเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยของเบียร์ไบค์ทั้งในขั้นตอนการผลิตรวมถึงคนขับรถที่ได้รับการอบรมเป็นพิเศษและมีข้อกำหนดห้ามไม่ให้ดื่มเบียร์ขณะปฏิบัติหน้าที่
เบียร์ไบค์กลายเป็นพาหนะยอดนิยมที่คนมักจะเช่าไปใช้ในงานเทศกาลเฉลิมฉลองหรืองานปาร์ตี้ เช่น งานเลี้ยงบริษัทหรืองานเลี้ยงสละโสด แม้ค่าเช่าจะสูงถึงเกือบ 26,000 บาทต่อ 2 ชั่วโมง แต่อูโดบอกว่าเมื่อคิดเฉลี่ยเป็นรายหัวจากผู้โดยสาร 16 คนแล้วราคาก็พอๆ กับการไปนั่งดื่มเบียร์ในเบียร์การ์เด้น
“เบียร์ไบค์เป็นนวัตกรรมใหม่ของการขับขี่ คุณจะได้นั่งรถชมเมือง สูดอากาศบริสุทธิ์ ได้โบกมือทักทายกับคนบนท้องถนนในขณะที่รถกำลังเคลื่อนตัว และมันยังทำให้งานปาร์ตี้ของคุณไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะปาร์ตี้ของคุณจะได้โลดแล่นไปกลางเมือง อันจะทำให้มันอยู่ในความทรงจำไม่รู้เลือน” อูโดกล่าว
แต่ไม่ใช่ชาวเยอรมันจะเห็นดีเห็นงามกับเบียร์ไบค์ไปหมด เป็นที่รู้กันดีว่าประเทศนี้เป็นดินแดนที่มีกฎเกณฑ์ที่เข้มงวด แม้กระทั่งมีการออกระเบียบห้ามไม่ให้ตัดหญ้าในวันอาทิตย์หรือห้ามใช้เครื่องซักผ้าในอพาร์ตเมนต์หลัง 4 ทุ่ม เพราะจะเป็นการรบกวนเพื่อนบ้าน
เจ้าหน้าที่ของเมืองดุสเซลดอร์ฟใช้เวลาราว 2 ปีในการต่อสู้ทางกฎหมายเพื่อจะให้มีการสั่งห้ามหรือแบนเบียร์ไบค์จากท้องถนน โดยให้เหตุผลว่ามันไม่ใช่ยานพาหนะ เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรอนุญาตให้นำมาวิ่งบนถนน
ทางเมืองมีการยื่นฟ้องต่อศาลและศาลก็ตัดสินให้เมืองเป็นฝ่ายชนะ แต่ศาลอุทธรณ์กลับคำตัดสินของศาลชั้นต้น และตอนนี้กำลังอยู่ระหว่างพิจารณาคดี โดยศาลอาจจะมีคำพิพากษาออกมาในอีกไม่กี่สัปดาห์หรืออาจจะใช้เวลาอีกหลายเดือนก็ได้ ขึ้นอยู่กับข้อกฎหมาย ซึ่งฝ่ายกฎหมายของบริษัท BierBike ก็ไม่รีบร้อน
อูโดบอกว่าเขามองไม่เห็นว่าทางเมืองดุสเซลดอร์ฟจะยกกฎหมายข้อไหนขึ้นมาต่อสู้ ในความเห็นของเขาเบียร์ไบค์ก็คือจักรยานชนิดหนึ่ง ถ้าจะสั่งห้ามไม่ให้เบียร์ไบค์วิ่งบนถนน ก็ต้องสั่งห้ามจักรยานทุกชนิดด้วย
อย่างไรก็ตาม มีประชาชนคนเดินถนนจำนวนไม่น้อยที่คัดค้านเบียร์การ์เด้นเคลื่อนที่ เพราะพวกเขารู้สึกรำคาญเวลาที่ผู้โดยสารเมาแล้วร้องเพลงด้วยเสียงเมาอ้อแอ้ บางคนก็แปลงเนื้อร้องเป็นคำหยาบคายหรือลามกผ่านเครื่องกระจายเสียงบนรถที่วิ่งไปบนถนน
แฟรนไชส์หลายแห่งพยายามปรับปรุงภาพลักษณ์ของเบียร์ไบค์ด้วยการผลิตจักรยานที่ปลอดแอลกอฮอล์ขึ้นมาเป็นทางเลือก เช่น เมืองเฟรนส์บวร์ก ทางตอนเหนือของเยอรมนี มีการส่งเสริมให้ครอบครัวเช่าเบียร์ไบค์สำหรับจัดงานฉลองวันเกิดหรือวันครบรอบต่าง ๆ โดยเสิร์ฟแต่น้ำอัดลม กาแฟและขนมเค้ก บางแห่งก็ตกแต่งประดับประดาจักรยานเบียร์ด้วยดอกไม้และป้ายต่างๆ เพื่อนำไปใช้ในขบวนพาเหรดหรือขบวนประท้วงทางการเมือง
เมื่อเร็วๆ นี้ มีการจัดงานการกุศลแข่งขันวิ่งจักรยานเบียร์ระหว่างนักกีฬาและนักการเมืองที่เมืองแฟรงก์เฟิร์ตด้วย
วันเสาร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2554
ห้าวิกฤตสำคัญของโลก : ต้นเหตุเกิดจากพลังงานฟอสซิล!
โดย ประสาท มีแต้ม


การ์ตูนนี้เป็นผลงานของนักวาดมือระดับรางวัลพูลิตเซอร์ชาวอเมริกัน ชื่อ Clay Bennett ข้อความแปลได้ว่า “การศึกษาวิจัยพบว่าอุณหภูมิของน้ำในมหาสมุทรสูงขึ้น” สำหรับคำว่า “EPA” เป็น “ทบวงการปกป้องสิ่งแวดล้อม” ของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาครับ
"พวกเขา” กำลังเอาน้ำแข็งจากตู้เย็นไปช่วยทะเล!
“พวกเขา” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแค่หน่วยงานของอเมริกันเท่านั้น แต่คงหมายรวมถึง “ชาวโลกทั้งมวล” ที่กำลังยุ่งอยู่กับการแก้ปัญหาหรือการปกป้องสิ่งแวดล้อมอย่างหลงทิศผิดทาง ไม่สนใจการแก้ที่รากเหง้าของปัญหา การส่งเสริมให้คนถือ “ถุงผ้า” ในบ้านเราจัดอยู่ในแบบการ์ตูนนี้ด้วยหรือไม่ก็แล้วแต่จะคิด
เมื่อพูดถึงวิกฤตสำคัญของโลกในขณะนี้ คนไทยเราคงคิดถึง “วิกฤตสิ่งแวดล้อม” เป็นสิ่งแรกเพราะอากาศหนาวจัดในฤดูร้อนอย่างไม่เคยมีมาก่อน รวมไปถึง “ภูเขาเปื่อย” แผ่นดินไหว พายุ เป็นต้น
นักวิทยาศาสตร์เรียกวิกฤตดังกล่าวว่า วิกฤตภาวะโลกร้อน โดยสาเหตุเกือบร้อยละ 70 มาจากการใช้พลังงานฟอสซิลของมนุษย์เพียงอย่างเดียว อีก 4 วิกฤตที่เหลือ ผมขอเอ่ยถึงเพียงสั้นๆ คือ
วิกฤตพลังงานฟอสซิล (น้ำมัน ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ) ที่ทั้งขาดแคลน ราคาแพงขึ้นและสามารถผูกขาดได้โดยบริษัทขนาดใหญ่ข้ามชาติ
วิกฤตการเงิน ที่ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาและกำลังลามไปทั่วโลกโดยเฉพาะในยุโรป ปัจจุบันหากดูผิวเผินแล้ว วิกฤตนี้กำลังคลี่คลายไปได้ระดับหนึ่ง เพราะสหรัฐอเมริกาได้พิมพ์ธนบัตรออกมาใช้ตามอำเภอใจ ในอดีต (ประมาณปี 2516) กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ทนไม่ไหวกับค่าเงินดอลลาร์อ่อนที่ได้รับจากการขายน้ำมัน พวกเขาจึงรวมหัวกันแก้เผ็ดด้วยการขึ้นราคาน้ำมันถึง 400% ภายในปีเดียว ในอนาคต วิกฤตการเงินนี้อาจจะกลับมาอีก หรือระบบการเงินทั้งโลกอาจจะล้มครืนลงก็เป็นได้
วิกฤตสงคราม ย้อนไปดูสงครามอ่าวเปอร์เซีย สงครามอิรัก และล่าสุดกรณีลิเบีย เป็นต้น ถ้าประเทศเหล่านี้มีแต่แตงโมกับพริกขี้หนู จะเกิดสงครามไหมหนอ?
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เคยกล่าวว่า "สงครามโลกครั้งที่ 3 ได้เกิดขึ้นก่อนที่สงครามโลกครั้งที่ 2 จะจบลงเสียด้วยซ้ำ” น่าคิดนะครับ!
วิกฤตที่ 5 คือ วิกฤตความอ่อนแอของชุมชนในชนบท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก หรือจะเรียกว่า “วิกฤตความเหลื่อมล้ำ” ก็ได้
ความเหลื่อมล้ำในทรัพย์สินระหว่างคนรวย 20% บนสุดกับคนจน 20% ล่างสุด ของประเทศเราต่างกันถึง 69 เท่าตัว นับว่าสูงที่สุดในเอเชีย เป็นเพราะอะไรครับ
ในความเห็นของผมมี 2 เหตุผล คือ (1) คนรวยมีโอกาสได้ผูกขาดมากขึ้น กล่าวเฉพาะบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ผู้ถือหุ้นไม่กี่หมื่นรายได้มูลค่าเพิ่มจาก 35 บาท เป็นกว่าสิบเท่าตัว จึงทำให้คนรวยจำนวนน้อยยิ่งรวยขึ้น (2) แหล่งรายได้และอาหารของชาวชนบท ไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำ ทะเล ที่ดิน อากาศต่างได้รับมลพิษจากภาคอุตสาหกรรม กิจการพลังงาน และโรงไฟฟ้า ช่องว่างดังกล่าวจึงขยายตัวเพิ่มขึ้น ยิ่งเพิ่มแผนพัฒนา “วิกฤตความเหลื่อมล้ำ” ก็ยิ่งเพิ่มขึ้น
โดยสรุป วิกฤตสำคัญของโลกทั้ง 5 ประการนี้มาจากการใช้พลังงานฟอสซิลของมนุษย์ครับ
ยังมีคนจำนวนไม่น้อยเชื่อว่า "ถ้ามนุษย์ยังชอบความสะดวกสบาย ชอบเดินทางท่องเที่ยว ชอบภูเขา ชอบทะเล มันก็ต้องได้อย่างเสียอย่าง ถ้าอย่างนั้นก็ต้องย้อนยุคไปอยู่ถ้ำสิ”
บางคนคิดไกลไปถึงว่า "ต่อไปประเทศเราต้องใช้ไฟฟ้าเยอะมาก โดยเฉพาะเมื่อรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ เปิดใช้ครบทุกสาย”
ผมยอมรับครับว่า การทำความเข้าใจในเรื่องเหล่านี้นั้นยากมากๆ เพราะคนเหล่านั้นถูกโปรแกรมมาให้คิดและเชื่ออย่างนั้นมายาวนาน เชื่อในสิ่งที่เขาบอกว่า มันเป็นความเจริญ เป็นความเติบโต เป็นความอารยะ
ในบทความที่ผมเขียนเรื่อง “พลังงานที่คนไทยถูกล้างสมองว่าล้าสมัย” (ค้นได้โดยกูเกิ้ล) ผมได้เรียนว่า รถไฟในสวีเดนเขาใช้ไบโอแก๊สจากโรงฆ่าสัตว์
รถเมล์ในประเทศนี้ใช้ไบโอก๊าซแล้วถึง 779 คัน นอกจากนี้ยังมีรถเก๋งอีกหลายพันคันที่ใช้เชื้อเพลิงได้ทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และไบโอแก๊ส ปัจจุบัน 25% ของพลังงานที่ใช้ในสวีเดนมาจาก ชีวมวล (biomass รวมถึงไม้ฟืนด้วย) เขาตั้งใจว่าภายในปี 2593 จะเป็นประเทศที่ไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หรือไม่ใช้พลังงานฟอสซิลเลย
ขณะนี้ทั่วโลกมีการใช้กังหันลมในเชิงพาณิชย์กันแล้วถึง 74 ประเทศ แต่ประเทศไทยยังไม่ถูกนับรวมอยู่ในกลุ่มนี้ เลขาธิการของสมาคมพลังงานลมโลก (Stefan Gsänger) กล่าวว่า “ตลอดสิบปีมานี้อุตสาหกรรมกังหันลมเติบโตอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 30% ปัจจุบันมีการติดตั้งแล้วถึง 1.1 แสนเมกะวัตต์ มีการจ้างงานถึงกว่า 4 แสนคน กำลังเป็นอุตสาหกรรมมีอัตราการเติบโตสูงที่สุดในโลก มากกว่าอุตสาหกรรมรถยนต์เสียอีก
ในขณะที่กิจการไฟฟ้าในบ้านเราซึ่งมีส่วนร่วมถึง 5% ของรายได้ประชาชาติ แต่มีการจ้างงานไม่ถึงหนึ่งแสนคน หรือน้อยว่า 0.2% ของแรงงานทั้งประเทศ
ปัจจุบัน ประเทศเยอรมนีผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิง 4 ชนิด คือ พลังน้ำ ลม แสงแดด และชีวมวล ได้เป็นจำนวนถึง 54% ของที่ประเทศไทยใช้
บางท่านแย้งว่า บ้านเราลมไม่แรงพอเมื่อเทียบแถบยุโรป ซึ่งก็เป็นความจริงครับ แต่ผู้ที่คลุกคลีอยู่กับเรื่องนี้ได้สรุปว่า "ความเป็นไปได้ของกังหันลม ไม่ได้อยู่ที่ต้นทุนการผลิต ไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีหรือแรงลม แต่ขึ้นกับแนวนโยบายของรัฐบาล”
ผมอยากจะจบบทความนี้ด้วยคำพูดของ 2 คนสำคัญของโลก
หนึ่ง อดีตรัฐมนตรีน้ำมันของประเทศซาอุดีอาระเบีย Sheikh Zaki Yamani กล่าวว่า “ยุคหินได้สิ้นสุดลงไม่ใช่เพราะหินหมด ดังนั้น ยุคน้ำมันควรจะสิ้นสุดลงก่อนที่น้ำมันจะหมดไปจากโลก”
สอง ดร.เฮอร์มัน เชียร์ (Hermann Scheer) ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นวีรบุรุษแห่งศตวรรษสีเขียว กล่าวว่า “ต่อให้โลกนี้มีพลังงานฟอสซิลอย่างเหลือเฟือไม่จำกัด เราก็ไม่สามารถใช้ต่อไปได้อีกแล้ว เพราะเราถูกจำกัดด้วยระบบนิเวศหรือโลกร้อน” ดังที่เห็นๆ กันอยู่ในเวลานี้
การแก้วิกฤตโลกทั้ง 5 จึงต้องเน้นไปที่สาเหตุสำคัญของวิกฤต คือ เชื้อเพลิงฟอสซิลครับผม
source : http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9540000047191
การ์ตูนนี้เป็นผลงานของนักวาดมือระดับรางวัลพูลิตเซอร์ชาวอเมริกัน ชื่อ Clay Bennett ข้อความแปลได้ว่า “การศึกษาวิจัยพบว่าอุณหภูมิของน้ำในมหาสมุทรสูงขึ้น” สำหรับคำว่า “EPA” เป็น “ทบวงการปกป้องสิ่งแวดล้อม” ของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาครับ
"พวกเขา” กำลังเอาน้ำแข็งจากตู้เย็นไปช่วยทะเล!
“พวกเขา” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแค่หน่วยงานของอเมริกันเท่านั้น แต่คงหมายรวมถึง “ชาวโลกทั้งมวล” ที่กำลังยุ่งอยู่กับการแก้ปัญหาหรือการปกป้องสิ่งแวดล้อมอย่างหลงทิศผิดทาง ไม่สนใจการแก้ที่รากเหง้าของปัญหา การส่งเสริมให้คนถือ “ถุงผ้า” ในบ้านเราจัดอยู่ในแบบการ์ตูนนี้ด้วยหรือไม่ก็แล้วแต่จะคิด
เมื่อพูดถึงวิกฤตสำคัญของโลกในขณะนี้ คนไทยเราคงคิดถึง “วิกฤตสิ่งแวดล้อม” เป็นสิ่งแรกเพราะอากาศหนาวจัดในฤดูร้อนอย่างไม่เคยมีมาก่อน รวมไปถึง “ภูเขาเปื่อย” แผ่นดินไหว พายุ เป็นต้น
นักวิทยาศาสตร์เรียกวิกฤตดังกล่าวว่า วิกฤตภาวะโลกร้อน โดยสาเหตุเกือบร้อยละ 70 มาจากการใช้พลังงานฟอสซิลของมนุษย์เพียงอย่างเดียว อีก 4 วิกฤตที่เหลือ ผมขอเอ่ยถึงเพียงสั้นๆ คือ
วิกฤตพลังงานฟอสซิล (น้ำมัน ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ) ที่ทั้งขาดแคลน ราคาแพงขึ้นและสามารถผูกขาดได้โดยบริษัทขนาดใหญ่ข้ามชาติ
วิกฤตการเงิน ที่ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาและกำลังลามไปทั่วโลกโดยเฉพาะในยุโรป ปัจจุบันหากดูผิวเผินแล้ว วิกฤตนี้กำลังคลี่คลายไปได้ระดับหนึ่ง เพราะสหรัฐอเมริกาได้พิมพ์ธนบัตรออกมาใช้ตามอำเภอใจ ในอดีต (ประมาณปี 2516) กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ทนไม่ไหวกับค่าเงินดอลลาร์อ่อนที่ได้รับจากการขายน้ำมัน พวกเขาจึงรวมหัวกันแก้เผ็ดด้วยการขึ้นราคาน้ำมันถึง 400% ภายในปีเดียว ในอนาคต วิกฤตการเงินนี้อาจจะกลับมาอีก หรือระบบการเงินทั้งโลกอาจจะล้มครืนลงก็เป็นได้
วิกฤตสงคราม ย้อนไปดูสงครามอ่าวเปอร์เซีย สงครามอิรัก และล่าสุดกรณีลิเบีย เป็นต้น ถ้าประเทศเหล่านี้มีแต่แตงโมกับพริกขี้หนู จะเกิดสงครามไหมหนอ?
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เคยกล่าวว่า "สงครามโลกครั้งที่ 3 ได้เกิดขึ้นก่อนที่สงครามโลกครั้งที่ 2 จะจบลงเสียด้วยซ้ำ” น่าคิดนะครับ!
วิกฤตที่ 5 คือ วิกฤตความอ่อนแอของชุมชนในชนบท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก หรือจะเรียกว่า “วิกฤตความเหลื่อมล้ำ” ก็ได้
ความเหลื่อมล้ำในทรัพย์สินระหว่างคนรวย 20% บนสุดกับคนจน 20% ล่างสุด ของประเทศเราต่างกันถึง 69 เท่าตัว นับว่าสูงที่สุดในเอเชีย เป็นเพราะอะไรครับ
ในความเห็นของผมมี 2 เหตุผล คือ (1) คนรวยมีโอกาสได้ผูกขาดมากขึ้น กล่าวเฉพาะบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ผู้ถือหุ้นไม่กี่หมื่นรายได้มูลค่าเพิ่มจาก 35 บาท เป็นกว่าสิบเท่าตัว จึงทำให้คนรวยจำนวนน้อยยิ่งรวยขึ้น (2) แหล่งรายได้และอาหารของชาวชนบท ไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำ ทะเล ที่ดิน อากาศต่างได้รับมลพิษจากภาคอุตสาหกรรม กิจการพลังงาน และโรงไฟฟ้า ช่องว่างดังกล่าวจึงขยายตัวเพิ่มขึ้น ยิ่งเพิ่มแผนพัฒนา “วิกฤตความเหลื่อมล้ำ” ก็ยิ่งเพิ่มขึ้น
โดยสรุป วิกฤตสำคัญของโลกทั้ง 5 ประการนี้มาจากการใช้พลังงานฟอสซิลของมนุษย์ครับ
ยังมีคนจำนวนไม่น้อยเชื่อว่า "ถ้ามนุษย์ยังชอบความสะดวกสบาย ชอบเดินทางท่องเที่ยว ชอบภูเขา ชอบทะเล มันก็ต้องได้อย่างเสียอย่าง ถ้าอย่างนั้นก็ต้องย้อนยุคไปอยู่ถ้ำสิ”
บางคนคิดไกลไปถึงว่า "ต่อไปประเทศเราต้องใช้ไฟฟ้าเยอะมาก โดยเฉพาะเมื่อรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ เปิดใช้ครบทุกสาย”
ผมยอมรับครับว่า การทำความเข้าใจในเรื่องเหล่านี้นั้นยากมากๆ เพราะคนเหล่านั้นถูกโปรแกรมมาให้คิดและเชื่ออย่างนั้นมายาวนาน เชื่อในสิ่งที่เขาบอกว่า มันเป็นความเจริญ เป็นความเติบโต เป็นความอารยะ
ในบทความที่ผมเขียนเรื่อง “พลังงานที่คนไทยถูกล้างสมองว่าล้าสมัย” (ค้นได้โดยกูเกิ้ล) ผมได้เรียนว่า รถไฟในสวีเดนเขาใช้ไบโอแก๊สจากโรงฆ่าสัตว์
รถเมล์ในประเทศนี้ใช้ไบโอก๊าซแล้วถึง 779 คัน นอกจากนี้ยังมีรถเก๋งอีกหลายพันคันที่ใช้เชื้อเพลิงได้ทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และไบโอแก๊ส ปัจจุบัน 25% ของพลังงานที่ใช้ในสวีเดนมาจาก ชีวมวล (biomass รวมถึงไม้ฟืนด้วย) เขาตั้งใจว่าภายในปี 2593 จะเป็นประเทศที่ไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หรือไม่ใช้พลังงานฟอสซิลเลย
ขณะนี้ทั่วโลกมีการใช้กังหันลมในเชิงพาณิชย์กันแล้วถึง 74 ประเทศ แต่ประเทศไทยยังไม่ถูกนับรวมอยู่ในกลุ่มนี้ เลขาธิการของสมาคมพลังงานลมโลก (Stefan Gsänger) กล่าวว่า “ตลอดสิบปีมานี้อุตสาหกรรมกังหันลมเติบโตอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 30% ปัจจุบันมีการติดตั้งแล้วถึง 1.1 แสนเมกะวัตต์ มีการจ้างงานถึงกว่า 4 แสนคน กำลังเป็นอุตสาหกรรมมีอัตราการเติบโตสูงที่สุดในโลก มากกว่าอุตสาหกรรมรถยนต์เสียอีก
ในขณะที่กิจการไฟฟ้าในบ้านเราซึ่งมีส่วนร่วมถึง 5% ของรายได้ประชาชาติ แต่มีการจ้างงานไม่ถึงหนึ่งแสนคน หรือน้อยว่า 0.2% ของแรงงานทั้งประเทศ
ปัจจุบัน ประเทศเยอรมนีผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิง 4 ชนิด คือ พลังน้ำ ลม แสงแดด และชีวมวล ได้เป็นจำนวนถึง 54% ของที่ประเทศไทยใช้
บางท่านแย้งว่า บ้านเราลมไม่แรงพอเมื่อเทียบแถบยุโรป ซึ่งก็เป็นความจริงครับ แต่ผู้ที่คลุกคลีอยู่กับเรื่องนี้ได้สรุปว่า "ความเป็นไปได้ของกังหันลม ไม่ได้อยู่ที่ต้นทุนการผลิต ไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีหรือแรงลม แต่ขึ้นกับแนวนโยบายของรัฐบาล”
ผมอยากจะจบบทความนี้ด้วยคำพูดของ 2 คนสำคัญของโลก
หนึ่ง อดีตรัฐมนตรีน้ำมันของประเทศซาอุดีอาระเบีย Sheikh Zaki Yamani กล่าวว่า “ยุคหินได้สิ้นสุดลงไม่ใช่เพราะหินหมด ดังนั้น ยุคน้ำมันควรจะสิ้นสุดลงก่อนที่น้ำมันจะหมดไปจากโลก”
สอง ดร.เฮอร์มัน เชียร์ (Hermann Scheer) ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นวีรบุรุษแห่งศตวรรษสีเขียว กล่าวว่า “ต่อให้โลกนี้มีพลังงานฟอสซิลอย่างเหลือเฟือไม่จำกัด เราก็ไม่สามารถใช้ต่อไปได้อีกแล้ว เพราะเราถูกจำกัดด้วยระบบนิเวศหรือโลกร้อน” ดังที่เห็นๆ กันอยู่ในเวลานี้
การแก้วิกฤตโลกทั้ง 5 จึงต้องเน้นไปที่สาเหตุสำคัญของวิกฤต คือ เชื้อเพลิงฟอสซิลครับผม
source : http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9540000047191
ไฟฟ้าไทย… “คำตอบนั้น เพื่อนเอ๋ย อยู่ในสายลม”
โดย ประสาท มีแต้ม
เนื่องในโอกาสครบรอบ 25 ปีเหตุการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลระเบิด
สถาบันวิจัยสังคม จุฬาฯ และกลุ่มกรีนพีซได้จัดงานรำลึกเหตุการณ์ดังกล่าว ผมเองได้รับเชิญให้เข้าร่วมเสวนาในหัวข้อ “ข้อเสนออนาคตพลังงานไทย”ในประเด็นการมีส่วนร่วมจัดการพลังงาน
ประเทศไทยเราเองก็มีแผนจะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ถึง 5 โรง ทั้งๆ ที่ก่อนที่คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ก็เคยแสดงความไม่เห็นด้วย แต่พอเป็นแล้วกลับเงียบเฉย ข่าววงในล่าสุดที่ภาคประชาชนทราบก็คือ "ขอเลื่อนไป 3 ปี ไม่ใช่เพราะกระแสสังคมบีบ แต่เป็นเพราะทบวงนิวเคลียร์สากลมีความเห็นว่า ประเทศไทยยังไม่มีความพร้อม”
คนทั่วไปที่ได้รับข้อมูลจากสื่อสาธารณะซึ่งได้รับการสนับสนุนจากธุรกิจพลังงานขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว คงตั้งคำถามอยู่ในใจว่า "นิวเคลียร์ก็ไม่เอา ถ่านหินก็ไม่เอา แล้วจะเอาอะไร(วะ)?”
การ์ตูนข้างต้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของคำตอบครับ คำพูดที่ว่า “คำตอบนั้น เพื่อนเอ๋ย อยู่ในสายลม” นั้นเป็นสำนวนของ หงา คาราวาน ต้นฉบับมาจากเพลง ‘Blowing in the Wind’ ซึ่งแต่งโดย Bob Dylan เพื่อเรียกร้องสันติภาพ ต่อต้านสงครามและแสวงหาเสรีภาพ
ตอนแรกๆ ผมเข้าใจว่า คำที่ว่า “อยู่ในสายลม” นั้นมีความหมายแค่ว่า “เป็นความหวังลมๆ แล้งๆ” แต่เมื่อสืบค้นเข้าไปใน wikipedia พบว่า ‘Blowing in the Wind’ มีสองนัย (ambiguous) ที่ลึกซึ้งมาก คือ คำตอบมันมีอยู่แล้ว อยู่ซึ่งหน้าเรานี้เอง แต่เราไม่เห็น ไม่รู้สึก
นั่นคือ พลังงานลม มีอยู่แล้ว พัดผ่านหน้าเราเอง แต่เราไม่รู้ตัว จนกระทั่ง “เป็นจริง” ขึ้นในอีก 40 ปีต่อมาดังทางขวามือของการ์ตูน
ความหมายของพลังงานลมในการ์ตูน ในที่นี้หมายถึง พลังงานหมุนเวียน ซึ่งรวมถึง แสงแดด ชีวมวล (ไม้ฟืน ขี้หมู น้ำเสีย) พลังน้ำขนาดเล็ก เป็นต้น
ท่านผู้อ่านบางท่านอาจจะรู้สึกว่าผมเพ้อฝันกับพลังงานหมุนเวียนจนเกินไป แต่ข้อมูลต่อไปนี้จะเป็นเครื่องพิสูจน์ครับ
ประเทศเยอรมนีใช้ไฟฟ้าประมาณ 4 เท่าของที่ประเทศไทยใช้ แต่ในจำนวนนี้เขาผลิตจากเชื้อเพลิง 4 ตัวที่หาได้ในท้องถิ่น คือ ลม ชีวมวล น้ำ และแสงแดดได้รวมกันประมาณ 69% ของที่ประเทศไทยใช้ทั้งหมด มีเพียงพลังงานลมอย่างเดียวเท่านั้นที่ประเทศเรามีศักยภาพน้อยกว่าเยอรมนี แต่อีก 3 ตัวที่เหลือเรามีมากกว่าแน่นอน
ในขณะที่ประเทศเรากำลังเถียงกันเรื่อง “รถเมล์เอ็นจีวี 4 พันคัน” แต่ประเทศสวีเดนใช้ของเสียจากโรงฆ่าสัตว์มาเป็นเชื้อเพลิงให้กับรถไฟระยะสั้น “ของเสียจากวัว 30 ตัว สามารถลากรถไฟ 2 ตู้ได้ไกล 75 กิโลเมตรด้วยความเร็วถึง 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง” ในบางเมืองรถเมล์ 800 คันใช้แก๊สจากขี้วัวทั้งหมด
นี่ตกลงไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันแล้วนะครับ
แต่ที่เราต้องเชื่อและคิดอยู่ในกรอบเดิมๆ ก็เพราะกลุ่มพ่อค้าและ “ผู้เชี่ยวชาญ”พลังงานฝังหัวให้เรามาตลอดว่าประเทศจะ “พัฒนา”ได้จะต้องมีอย่างนั้นอย่างนี้ แท้ที่จริงแล้วมันเป็น “การพัฒนาเทียม (pseudo-development)” ประเทศที่ “พัฒนา” จริงๆ แล้วเขาไม่ได้คิดอย่างที่ผู้เชี่ยวชาญบ้านเราคิด เราถูกเขาหลอกต่างหาก!
ผมได้นำเสนอในวงเสวนาไปว่า การมีส่วนร่วมจัดการพลังงานนั้นต้องมี 3 ระดับครับ ตั้งแต่ (1) ร่วมรับรู้ปัญหาและความจริง (2) ร่วมเสนอและผลักดันนโยบาย และ (3) การร่วมผลิตไฟฟ้าเพื่อจำหน่ายเข้าสู่ระบบสายส่งไฟฟ้าด้วย แทนที่จะให้พ่อค้าพลังงานเป็นผู้ขายให้เราเพียงฝ่ายเดียว
เราต้องรู้ว่าปัญหาของไฟฟ้าไม่ได้มีแค่ “ไฟตก ไฟดับ ไฟไม่พอใช้” ซึ่งเป็นเรื่องเชิงเทคนิคเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึง (1) ปัญหาสิ่งแวดล้อมรอบๆ โรงไฟฟ้า (2) ปัญหาโลกร้อน (3) ปัญหาต้นทุน และ (4) ปัญหาการจ้างงานและการกระจายรายได้ด้วย
ปัจจุบัน ประเทศไทยมีการใช้ไฟฟ้าคิดเป็นเงินปีละประมาณ 4.3 แสนล้านบาท (จำนวนไฟฟ้าที่บริโภครวม 148,719 ล้านหน่วย) หรือ 4.8% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ แต่ใช้คนทำงานในกิจการไฟฟ้าทั้งประเทศประมาณ 0.2% ของคนวัยทำงาน ในขณะที่กิจการพลังงานลมอย่างเดียวในเยอรมนีที่ผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 1 ใน 5 ของไฟฟ้าที่ประเทศไทยใช้แต่มีการจ้างงานถึง 1 แสนคน มากกว่าจำนวนแรงงานในทุกส่วนของกิจการไฟฟ้าไทยรวมกัน
ปัจจุบัน เยอรมนีมีโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาด 0.5 ถึง 1 เมกะวัตต์กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศถึงเกือบ 1 หมื่นโรง
ลองจินตนาการดูครับ ถ้าน้ำเสียพวกนี้ไม่ถูกนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ แต่ถูกทิ้งลงคลอง อะไรจะเกิดขึ้น ถ้าชาวบ้านปลูกไม้ฟืนตามหัวไร่ปลายนาขายให้โรงไฟฟ้าชีวมวลวันละ 200 กิโลกรัม สังคมของพวกเราทั้งในเมืองและชนบทจะเป็นอย่างไร
อุปสรรคสำคัญที่สุดที่กิจการไฟฟ้าไทยไม่สามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้ สามารถเข้าใจได้จากการ์ตูนข้างล่างนี้ (จากสมาคมลมของยุโรปที่ย่อว่า EWEA)
ผู้หญิงที่มี “เทวดา” คอยคุ้มครองพยายามจะเสียบปลั๊กไฟ แต่มีตัว “มารร้าย” ขวางอยู่ ในความเป็นจริง ประเทศเรามีคนที่ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้จำนวนมากกว่า 8 พันเมกะวัตต์มาเข้าคิวรอ แต่ “ทางราชการ” ไม่ยอมให้ป้อนเข้าสายส่ง
นี่คือปัญหาสำคัญที่ประชาชนจะต้องรับรู้ความจริงนี้ แล้วร่วมกันเสนอและผลักดันนโยบาย ประเทศเยอรมนีเขามีกฎหมายที่ป้องกันอุปสรรคดังกล่าว สาระสำคัญมี 3 ข้อคือ (1) ให้ผู้ผลิตจากพลังงานหมุนเวียนก่อนอย่างอื่น (2) อย่างไม่จำกัดจำนวน และ (3) เพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้าเพื่อให้ผู้ประกอบการพลังงานหมุนเวียนอยู่ได้
ผมอยากจะสรุปบทความนี้ด้วยคำสอนของท่านพุทธทาสภิกขุที่ว่า "คนเดี๋ยวนี้มันโง่ เอาดีเป็นชั่ว เอาชั่วเป็นดี เอาสุขเป็นทุกข์ เอาทุกข์เป็นสุข กลับกันหมด มันเหมือนกับคนโง่ เห็นกงจักรเป็นดอกบัว...” แต่ขออนุญาตต่อท้ายว่า "เห็นถ่านหิน นิวเคลียร์ ที่พ่อค้าผูกขาดได้ เป็นพลังงานสะอาด มั่นคง เห็นพลังงานหมุนเวียนที่เป็นพลังของประชาชน เป็นเรื่องล้าสมัย ไม่มั่นคง”
ถ้าเราอยากเห็นสิ่งดีๆ เกิดขึ้นในบ้านเรา พลเมืองจะต้องมุ่งมั่นในการมีส่วนร่วมทั้ง 3 ระดับอย่างต่อเนื่องตลอดไปครับ
source : http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9540000053485
Regenerative Cities: เมืองแบบหางจิ้งจก
โดย ประสาท มีแต้ม
| ขณะที่ผมกำลังคิดหาคำแปลของ “Regenerative Cities” อย่างหนักใจ พอดีจิ้งจกธรรมดาๆ คลานผ่านมา ไม่ใช่นกแสงตะวันและไม่ได้ส่งเสียงเจรจาตามเนื้อเพลง “กระต่ายกับเต่า” ของวงคาราวาน แต่มันทำให้ผมคิดได้ ผมจึงตัดสินใจทันที เพราะเชื่อว่าคนไทยเราที่ผ่านระบบโรงเรียนคงเข้าใจเรื่องการงอกใหม่ของหางจิ้งจกดี เมื่อหางจิ้งจกถูกตัดขาด ไม่นานนักมันก็กลับงอกออกมาใหม่ได้ กระบวนการทางชีววิทยาภายในตัวจิ้งจกได้จัดสรรสารอาหารที่ใช้ในสถานการณ์ปกติมาสร้างหางขึ้นมาใหม่ แม้รูปร่างจะไม่เหมือนเดิมเสียทีเดียว แต่ก็สามารถใช้งานได้เหมือนเดิม ปรากฏการณ์เช่นนี้เขาเรียกว่า “regenerate” หรือ “สร้างขึ้นมาใหม่” เมืองแบบหางจิ้งจกหรือ Regenerative Cities เป็นเมืองที่มีกระบวนการภายในที่สามารถผลิตสิ่งที่จำเป็นเพื่อทดแทน “อวัยวะ” หรือสิ่งที่ขาดหายไปได้ เช่น นำขยะ น้ำเสีย เศษอาหารที่ก่อปัญหาสารพัดให้กับตัวเมือง มาผลิตไฟฟ้า ปุ๋ย รวมไปถึงการผลิตพืชอาหาร พลังงาน และสินค้าเพื่อบริโภคกันภายในเมืองเองด้วย เราจะเข้าใจได้ง่ายและชัดเจนขึ้นเมื่อได้ดูภาพประกอบ ซึ่งมาจากเอกสารที่ชื่อ Regenerative Cities โดย Herbert Girardet ในนามของ “สภาเพื่ออนาคตโลก- World Future Council” ผมจะค่อยๆ ขยายความครับ แนวคิดนี้แม้ไม่ใช่เป็นแนวคิดใหม่ แต่เป็นเรื่องใหญ่และสำคัญมากๆ เพราะเมืองทั่วโลกกำลังเป็นปัญหาทั้งต่อชาวเมืองเองและชาวชานเมืองด้วย รวมไปถึงชาวชนบทและชาวโลกทั้งมวล มันเป็นประเด็นที่องค์การสหประชาติกำลังให้ความสำคัญและศึกษาหาวิธีการอยู่ เรามาทำความเข้าใจกับภาพบนซึ่งแทนสภาพของเมืองส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ลูกศรทางซ้ายมือแสดงการนำเข้าอาหาร พลังงาน และสินค้าเพื่อตอบสนองการบริโภคในเมือง ชนิดของพลังงานก็เป็นถ่านหิน น้ำมัน และพลังงานนิวเคลียร์ โปรดสังเกตขนาดของลูกศรนำเข้าด้วยว่ามีขนาดใหญ่โตกว่ารูปล่างซึ่งแทนสภาพเมืองแบบหางจิ้งจกเยอะเลย ขนาดของลูกศรนำออกก็มีขนาดใหญ่โตเช่นเดียวกับลูกศรนำเข้า | |||
ในที่สุดพื้นที่ทิ้งของเสียเหล่านั้นตลอดจนสภาพภูมิอากาศโลกไม่สามารถรองรับได้อีกต่อไป ส่งผลให้คนในชานเมืองและชนบทได้รับอากาศที่เน่าเหม็น พื้นที่การเกษตร แหล่งอาศัยของกุ้ง หอย ปู ปลาซึ่งเป็นทั้งแหล่งอาหารและรายได้ของชาวชนบทถูกทำลาย จนกลายเป็นความขัดแย้งและความเหลื่อมล้ำทางสังคม ขณะเดียวกันคนเมืองที่ขยะยังไม่ถูกจัดการอย่างสมบูรณ์ก็กลายเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์นำโรค เช่น หนู แมลงสาบ เป็นต้น ผมเองและเพื่อนร่วมงานนับร้อยคนมีประสบการณ์ตรงที่เจ็บปวดกับเรื่องนี้ เราซื้อที่ดินเงินผ่อนเมื่อแรกเข้าทำงาน 35 ปีมาแล้ว (ขณะนั้นเงินเดือนปริญญาตรีเริ่มต้นที่ 1,640 บาท) ปัจจุบันบริเวณใกล้ๆ ที่ดินแปลงนี้ก็กลายเป็นที่ทิ้งขยะกองมหึมาของเทศบาลเฉยเลย เปลี่ยนอารมณ์กลับมาดูภาพล่างซึ่งแทนสภาพเมืองแบบหางจิ้งจกกันบ้าง โปรดสังเกตว่า ลูกศรนำเข้าอาหาร พลังงานและสินค้ามีขนาดเล็กลงมาก ซึ่งหมายความว่าปริมาณเหล่านี้ลดลงเพราะมีการผลิตเกิดขึ้นภายในตัวเมืองเอง พลังงานที่นำเข้าก็เป็นพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) ภายในตัวเมืองก็มีการนำ “ของเสีย” ที่เป็นอินทรีย์วัตถุกลับมาใช้ใหม่ เช่น นำน้ำเสียมาผลิตไฟฟ้า ขยะที่เป็นวัตถุอื่นๆ เช่น กระดาษ กระป๋อง ก็นำกลับมารีไซเคิล ลูกศรนำออกก็มีขนาดเล็กลงอย่างมาก เพราะได้มีการนำไปใช้ในเมืองเพื่อทดแทน “อวัยวะ” หรือสิ่งที่หายไป และโปรดสังเกตอีกนิดว่าพื้นที่ที่อยู่ห่างไกลจากตัวเมืองก็ไม่ได้รับอันตรายเพราะระบบนิเวศของมันยังคงดำเนินไปได้อย่างปกติตามธรรมชาติ ผมเคยเขียนใน “โลกที่ซับซ้อน” แล้วว่า ของเสียจากวัว 30 ตัวในโรงฆ่าสัตว์ของประเทศสวีเดน สามารถนำไปทำไบโอแก๊สเพื่อป้อนรถไฟได้ 2 ตู้ให้แล่นได้ไกลถึง 75 กิโลเมตร รถเมล์ 800 คันก็ขับเคลื่อนด้วยพลังไบโอแก๊ส ในขณะที่บ้านเราจะเอารถเมล์เอ็นจีวีสี่พันคัน เพื่อมาเพิ่มของเสียให้กับเมือง ผมไม่มีข้อมูลเหล่านี้ในประเทศไทยอยู่ในมือ ทราบแต่ว่าต่างก็อยู่ในอาการสาหัส ขยะเมืองนับหลายพันตันต่อวันที่เพิ่มเข้ามายังไม่รู้ว่าอีกกี่ร้อยชาติจึงจะจัดการได้หมด ขอกลับมาที่ภาพรวมระดับโลกอีกครั้ง รายงานขององค์การสหประชาชาติระบุว่า นับตั้งแต่เริ่มต้นศตวรรษที่ 21 เป็นต้นมาหรือในช่วง 10 ปีมานี้ มนุษยชาติได้กลายเป็น “เผ่าพันธุ์คนเมือง” อย่างชัดเจนแล้ว ใน 5 ปีแรกของศตวรรษที่ 21 จำนวนคนเมืองทั่วโลกมีถึงร้อยละ 49 ของทั้งหมด มีการคาดการณ์ว่าในเร็วๆ นี้อัตราการเพิ่มของประชากรเมืองจะเป็นสองเท่าของอัตราการเพิ่มของประชากรในชนบท ถ้าแบ่งการพัฒนาของประเทศต่างๆ ออกเป็น 3 ระดับ คือ ประเทศด้อยพัฒนา ประเทศที่มีรายได้ปานกลาง และประเทศพัฒนาสูงสุด พบว่าผลิตภัณฑ์ประชาชาติ (GNP) ของคนเมืองในแต่ละระดับมีถึง 55%, 73% และ 85% ตามลำดับ ตัวเลขดังกล่าวได้สะท้อนปัญหาการใช้ทรัพยากรของกลุ่มคนในแต่ละประเทศได้พอสมควร ในประเทศไทยเราเอง ความเหลื่อมล้ำด้านทรัพย์สินระหว่างคนรวยกับคนจนห่างกันมากที่สุดในเอเชีย ระหว่างเมืองกับชนบทก็คงจะทำนองเดียวกัน ผมไม่ได้ติดตามนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ ที่กำลังรณรงค์เลือกตั้งกันอยู่อย่างละเอียด แต่ผมเชื่อว่าไม่มีพรรคใดเลยที่สนใจอย่างจริงจังกับเรื่องการสร้างเมืองแบบหางจิ้งจกซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากอย่างที่กล่าวมาแล้ว source : http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9540000062327 |
วันศุกร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2554
ชุดว่ายน้ำพลังงานแสงอาทิตย์
เจ๋งชุดว่ายน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ ชาร์ตแบตฯได้ ทั้งMP3 กล้องถ่ายรูป
สำหรับใครที่เบื่อหน่ายกับการฟังเพลงบนเครื่องเล่น MP3 หรือ ไอพอดแล้วแบตเตอรรี่หมดกลางคัน ต่อไปนี้ ชุดว่ายน้ำ ได้ถูกเพิ่มเทคโนโลยีเข้าไปให้มันสามารถชาร์ตแบตไปในตัวได้
โดยชุดว่ายน้ำตัวนี้มีราคา 120 ปอนด์ ทำมาจากวัสดุที่สามารถผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆไม่ว่าจะเป็น เครื่องเล่นเอ็มพีสามแบบพกพา หรือกล้องถ่ายรูป เป็นต้น

แอนดริว ชไนด์เดอร์ ผู้ผลิตและออกแบบ กล่าวว่า ใช้เวลากว่าเกือบ 4 วันในการประดิษฐ์ชุดว่ายน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ตัวนี้ โดยมีวัสดุ อุปกรณ์ แผ่นฟิล์มบางๆทั้งหมด 40 แผ่น แผงเซลล์แสงอาทิตย์ และตัวที่แปลงพลังงาน โดยผู้ใช้ยังสามารถลงไปว่ายน้ำจริงๆโดยไม่มีการช็อต เพียงแต่ต้องทำตัวให้แห้งก่อนที่จะสวมชุดดังกล่าว
ทั้งนี้ ระหว่างการชาร์ตแบตเตอรรี่ ผู้ใช้จะไม่รู้สึกใดๆ สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ไปพร้อมกับการฟังเพลงได้อย่างสบายใจ หายห่วงเรื่องแบตเตอรรี่จะหมดอีกต่อไป


source : http://www.blogger.com/post-create.g?blogID=6929246469878316595
สำหรับใครที่เบื่อหน่ายกับการฟังเพลงบนเครื่องเล่น MP3 หรือ ไอพอดแล้วแบตเตอรรี่หมดกลางคัน ต่อไปนี้ ชุดว่ายน้ำ ได้ถูกเพิ่มเทคโนโลยีเข้าไปให้มันสามารถชาร์ตแบตไปในตัวได้
โดยชุดว่ายน้ำตัวนี้มีราคา 120 ปอนด์ ทำมาจากวัสดุที่สามารถผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆไม่ว่าจะเป็น เครื่องเล่นเอ็มพีสามแบบพกพา หรือกล้องถ่ายรูป เป็นต้น
แอนดริว ชไนด์เดอร์ ผู้ผลิตและออกแบบ กล่าวว่า ใช้เวลากว่าเกือบ 4 วันในการประดิษฐ์ชุดว่ายน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ตัวนี้ โดยมีวัสดุ อุปกรณ์ แผ่นฟิล์มบางๆทั้งหมด 40 แผ่น แผงเซลล์แสงอาทิตย์ และตัวที่แปลงพลังงาน โดยผู้ใช้ยังสามารถลงไปว่ายน้ำจริงๆโดยไม่มีการช็อต เพียงแต่ต้องทำตัวให้แห้งก่อนที่จะสวมชุดดังกล่าว
ทั้งนี้ ระหว่างการชาร์ตแบตเตอรรี่ ผู้ใช้จะไม่รู้สึกใดๆ สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ไปพร้อมกับการฟังเพลงได้อย่างสบายใจ หายห่วงเรื่องแบตเตอรรี่จะหมดอีกต่อไป
source : http://www.blogger.com/post-create.g?blogID=6929246469878316595
จักรยานโปรไบค์... กับเส้นทางสู่ความยั่งยืน
|
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



